PKDWakeupRun2017

หลังจากลั่นวาจาไว้ว่าฤดูกาลวิ่งเทรลของเราได้สิ้นสุดลงกับงานหลวงพะเยาเม้าเท่นรันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งใจจะค่อยๆซ้อมเตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับงานวิ่งในปีหน้า แต่พอมารู้ข่าวงานวิ่งงานใหม่ที่จะจัดขึ้นที่ภูกระดึง จัดวันที่1ตุลาคม ที่เป็นวันแรกที่เปิดภูของทุกปีเลย เหย เคยคิดอยากไปภูกระดึงวันเปิดภูมานานแล้วแต่ไม่เคยทำได้ ใจที่หนักแน่นว่าปีนี้จะไม่ลงงานแล้วก็เริ่มสั่นคลอน แล้วยิ่งพอรู้ว่าเค้าไม่แจก finisher shirt แต่จะแจก finisher buff ก็ทำให้ความลังเลที่มีมันหมดไป… ตรูเคยDNFแล้วพลาดบัฟมางานนึงแล้ว งานนี้แหละที่จะคว้าบัฟมาซับน้ำตาให้ได้ ว่าแล้วก็สมัครเลยจ้า

 

ตัดภาพไปที่วันเดินทาง นับจากวันที่สมัครไปเราได้ซ้อมแบบต่อเนื่องไม่ถึง10Kเลยซักครั้ง ได้ข่าวว่าเอ็งจะลงระยะ25 กิโลเมตร เออดี ตอน DNF ที่พะเยาก็ทำเป็นมุ่งมั่นว่าหลังจากนี้จะไม่สมัครงานมั่วซั่วโดยซ้อมไม่ถึงอีกแล้ว เอาอีกแล้วไง นี่ซ้อมได้ไม่ถึงครึ่งของระยะที่ลงเล้ย ไม่เจียมสังขารเลย

 

30 กันยายน 2560 วันรับบิบ

เราลงรถทัวร์ที่ร้านเจ๊กิมตรงผานกเค้าประมาณตีสี่กว่า เดินเข้าไปจับจองที่นั่งข้างในร้านก็เจอคนหน้าคุ้นๆนั่งอยู่แล้ว แต่ตายังเบลอไม่ตื่นดี มองดูชัดๆอีกที อ้าว พี่สัญญา ก็ไปทักทายพี่สัญญานิดหน่อย (ทำเหมือนสนิทกับเค้าเลย จริงๆคือพี่ไม่รู้จักหนูใช่มะรู้นะ) แล้วหลังจากนั้นก็มีผู้คนมากมายมาทักทายพี่สัญญา ไอ่เราก็ได้แต่แอบกรี๊ดอยู่เบาๆ และแอบฟังเค้าคุยกันเรื่องงานวิ่งงานอื่น เลยได้รู้ว่างานนี้พี่สัญญาลงระยะแค่ 9 กิโลเมตร เท่านั้น เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะ พี่แกสมัคร 25 กิโลเมตรไม่ทัน -*- นี่แหละพี่สัญญาตัวจริง เฮฮา มีน้ำใจ ชอบหลงทาง และยังสมัครงานวิ่งไม่ทันอีก น่าเอ็นดูจัง

ผานกเค้ากับหมู่มวลเมฆ
ระหว่างทาง

 

นั่งสองแถวไปถึงอุทยานแต่เช้าตรู่ เค้ายังไม่เปิดให้รับบิบ ก็เลยหาลู่ทางกางเต็นท์แถวๆนั้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะที่เราได้นอนที่ตีนภู เพิ่งรู้ว่ามันมีทีกางเต็นท์ด้วย เราไปถึงเป็นกลุ่มแรกเลย แล้วพอสายๆก็มีคนมากางด้วยเยอะแยะจนอบอุ่นเลย กางเต็นท์เสร็จซักพักฝนตกจ้า หนักด้วย สมบัติที่วางไว้ตรงชายคาเละ ต้องขนเข้าเต็นท์หมด แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่เต็นท์ไม่รั่ว

เต็นท์น้อยๆผู้โดดเดี่ยว
มีคนซ่อมฟลายชีทให้

พอสายๆก็ไปรับบิบ เดินดูงาน expo มีขายอุปกรณ์กีฬา และททท.มาเปิดซุ้มแนะนำการท่องเที่ยว แล้วก็เดินเล่นถ่ายรูปเล่น เสร็จแล้วพยายามจะกลับมานอนพักในเต็นท์แต่ว่ามันร้อนมาก เลยเดินสำรวจเส้นทางไปจนเจออ่างเก็บน้ำ จำไม่ได้แฮะว่าชื่ออะไร แต่สวยดี ไม่คิดว่าตรงอุทยานด้านล่างจะมีสถานที่ท่องเที่ยวด้วย ปกติแค่แวะมาแล้วก็ขึ้นภูเลยทุกครั้ง อ่างเก็ลน้ำกว้างมาก เงียบสงบ และมีต้นไม่ขึ้นร่มรื่นเลย เราก็ปูเสื่อนอนตรงนั้นจนเย็นเลย นอนอืดจนเย็นๆเหมือนฝนจะตกเลยรีบกลับเต็นท์ และฝนก็ตกจริงๆ พื้นเฉอะแฉะไปหมด ถ้าพรุ่งนี้ฝนตกคงแย่ ยิ่งไม่ชอบวิ่งทางเฉอะแฉะอยู่ด้วย

ใบ้หวย 😉
อ่างเก็บน้ำที่ไม่รู้ชื่ออะไร
ต้นไม้ร่มรื่นช่วยบรรเทาความร้อนได้ดีจัง
นี่นอนพักเฉยๆนะคะ ยังไม่ตาย

 

 


 

1 ตุลาคม 2560 วันแข่ง

ตื่นแต่เช้ามาแต่งตัวพร้อมกับสุมข้าวของไว้ในเต็นท์ เพราะพอวิ่งเสร็จแล้วเราจะลงจากภูและกลับกทม.วันเดียวกันเลย เหตุผลที่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ก็เพราะว่าวันนี้คือวันอาทิตย์ ถ้าจะค้างบนภูก็ต้องลางานวันจันทร์ ด้วยวันลามีจำกัดเราเลยต้องเสี่ยง (เสี่ยงร่างพัง เสี่ยงบาดเจ็บ เสี่ยงตกรถ ฯลฯ) พร้อมแล้วก็ลุยเบยดีกว่า

 

ชื่อเต็มๆของงานนี้คือ วิ่งปลุกภูกระดึง (ตื่นได้แล้ว) Phu Kradueng Wake up run 2017  การวิ่งครั้งนี้มีเวลาคัทออฟ 7.30 ชั่วโมง เราวางแผนการวิ่งเอาไว้ว่าเดินขึ้นภู 2 ชั่วโมง จากหลังแปวิ่งไปผาหล่มสัก 2 ชั่วโมง และจากผาหล่มสักกลับมาผาหมากดูก + วนเข้าศูนย์บริการฯวังกวางอีก 2 ชั่วโมง รวมๆแล้วน่าจะเหลือบัฟเฟอร์อยู่ชั่วโมงกว่า ถ้าไม่บาดเจ็บน่าจะเข้าเส้นชัยทันเวลา

 

ทำไมไม่ชัดเจน

 

เวลาปล่อยตัวของนักวิ่งระยะ 25 กิโลเมตรคือ 6:30 เราไปถึงจุดปล่อยตัวประมาณ6โมง กินขนมที่เหลือจากบนรถทัวร์เมื่อวาน เติมน้ำลงเป้น้ำ เข้าห้องน้ำ ก็เกือบจะไม่ทันมาเช็คอินปล่อยตัวแล้ว ไม่ได้วอร์มเลย แถมพอปล่อยตัวแล้วนากาก็ดันจับ GPS ไม่ได้ กว่าจะหาGPSเจอก็ผ่านไปหลายนาทีแล้ว อะไรๆก็ไม่เป็นใจ 😦

 

หลังจากเริ่มไต่ระดับความสูงได้ไม่นานก็รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นระรัว ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นหรืออะไรหรอกนะ เหนื่อย เหนื่อยมากๆ แม้จะไม่ได้แบกเป้เดินทางใหญ่ๆเหมือนทุกครั้งแต่เรากลับรู้สึกเหนื่อยเร็วมาก นี่ล่ะนะ ผลลัพธ์ของการซ้อมก็ไม่ถึง เรามาภูกระดึงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 แล้ว ไม่เคยมีครั้งไหนง่ายเลยจริงๆ จากการที่ออกสตาร์ทเป็นกลุ่มท้ายๆ โดยหวังว่าพอเวลาผ่านไปคงทำเวลาดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เลย นอกจากจะตามคนอื่นไม่ค่อยทันแล้วยังจะโดนคนแซงไปเรื่อยๆอีก ทางก็เป็นโคลนเลนเละๆจากฝนที่ตกหนักวันก่อน บางช่วงรองเท้าลงหล่มเลย ดีที่โคลนไม่ซึมเข้าถึงถุงเท้า พอผ่านไปซักครึ่งทาง นักวิ่งแนวหน้าระยะ 9 กิโลเมตร ที่ปล่อยตัวมาทีหลังก็ทยอยแซงเราไปเรื่อยๆอีกเช่นกัน เห็นพี่สัญญาวิ่งหน้าตั้งผ่านเราไปเลย คนที่วิ่งขึ้นเขาจิตใจเค้าทำด้วยอะไรกันนะ ขนาดตอนนั้นเราเดินยังหอบแฮกๆเลย นี่ล่ะนะ คนหัวใจไม่แข็งแรง ><

 

เห็นทะเลหมอกระหว่างทางเลย
พี่สัญญามาแว้ว
คู่แข่งมาแล้ว ต้องเร่งหน่อยแล้วเรา

 

ด้วยความอ่อนซ้อมของเรา กว่าจะถึงหลังแปก็ใช้เวลาไปประมาณ2ชั่วโมง1xนาที เกินแผนที่วางไว้ T_T ก็เลยต้องรีบตุนน้ำ ตุนขนม ตอนแรกจะขอเค้าฉีดสเปรย์perskindolให้ แต่พอดีคิวยาว หน่วยพยาบาลเลยทายานวดให้แทน เค้าบอกว่ายาแบบเดียวกันแต่ออกฤทธิ์ช้ากว่าและอยู่ได้นานกว่า อยากจะบอกว่ายาโคตรดีเลย ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าขายที่ไหน ทีนี้ก็พร้อมแล้วกับการเดินทางราบอีก 20 กิโลเมตร ที่เหลือ

เส้นทางจากหลังแปไปถึงผาหล่มสักประมาณ 10 กิโลเมตร ไม่ค่อยได้แต่ระดับเท่าไหร่ มีบางช่วงเป็นเนินซึมๆ บางช่วงเป็นทางลาดน้อยๆ แต่ว่าพื้นบางช่วงเป็นทรายดูด บางช่วงเป็นแอ่งน้ำซึมบ่อทรายให้พอใช้สกิลกระโดดหลบได้ แต่โดยรวมแล้วไม่ยากเท่าไหร่ แค่ขาล้าจากการไต่เขาขึ้นมากว่า 5 กิโลเมตร อากาศตอนนั้นดีมากๆเลย เย็นสบาย ฟ้าครึ้มๆพอให้เราได้ตื่นเต้นว่าจะเจอฝนไหม บางช่วงมีหมอกจางๆพัดผ่านตัวไป วิ่งไปก็ฟินไป มีนักวิ่งขาแรงกลับตัวมาบ้างแล้ว ก็มีทักทายให้กำลังใจกันไปเรื่อยๆ แล้วทันใดนั้นเองก็เหมือนตกจากสวรรค์ เราสะดุดแบบโง่ๆจนตัวลอยลมคว่ำไป นึกถึงภาพสโลโมชั่นที่ควรจะมีพระเอกมารับตัวเราไว้ แต่ความจริงคือล้มแผละลงทราย แว่นตาที่คาดหัวไว้กระเด็นไปเลย ฮือ ดีนะที่ไม่พัง แขนขาถลอกปอกเปิก แต่ที่เจ็บที่สุดก็คือเจ็บใจ ทางยากๆเรามักจะใช้ความระมัดระวังสูง และก็จะไม่เป็นอะไร แต่พอมาเจอทางง่ายๆแล้วคิดอะไรเหม่อลอยหน่อยก็ดันมาเกิดเรื่องซะได้ นึกแล้วโมโหตัวเอง คุณลูกหาบ(ที่ทริปนี้มีเป้น้ำแล้ว) ก็ถามอยู่ตลอดว่าไหวไหว จะกลับไหม T_T คือเรามาไกลเกินกว่าจะกลับแล้ว ถ้าย้อนกลับไปก็ต้องไปอีกเกือบสิบกิโลเมตรอยู่ดี แถมได้ DNF ให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอีก เราจะไม่ยอมให้แผลแค่นี้มาขัดขวางเราได้หรอก ก็ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นทราย ปาดน้ำตาแล้วก้าวต่อไป

 

Keep running

 

ไปถึงผาเหยียบเมฆ (มั๊ง) มีพี่เจ้าหน้าที่คอยแจกน้ำอยู่ แต่น้ำในเป้ยังเยอะอยู่ก็เลยผ่านจุดนี้ไปเลย ทางช่วงไหนวิ่งได้ก็พยายามวิ่ง ถ้าเป็นเนินก็เดินออมแรงไป ล้มแผละไปอีกทีนึงตอนเลยผาแดงมาหน่อย โกรธตัวเองมาก ทางง่ายๆธรรมดาก็ล้มอีกแล้ว โง่จริงๆ

มีเจอพี่ผู้ชายคนนึงมาคนเดียว เค้ามาขอให้ถ่ายรูปให้ บอกว่าจะเอาไปให้ลูกสาวดูว่าพ่อมาวิ่งในที่สวยมากๆแบบนี้ แล้วจะชวนลูกมาบ้าง ดีจัง 🙂

เรามาถึงผาหล่มสักเวลาประมาณสิบโมงครึ่ง ใช้เวลาเร็วกว่าที่คิดไป 5 นาที รวมที่ล้มคว่ำไปแล้ว -*- จุดนี้มีน้ำและเกลือแร่ให้ ปลื้มปริ่มจังเลยงานนี้มีน้ำครบทุกจุดเลย (ส่วนผลไม้นั้นไม่มีด้วยเหตุผลเรื่องการขนส่งและเน่าเสียของของสดจ้า) เราก็พักถ่ายรูปเล่นกับผาหล่มสักนิดหน่อยแล้วเตรียมออกเดินทางเข้าสู่เส้นชัย

กว่าจะมาถึง

 

ถ่ายรูปกับเจ้าลูกชายซักหน่อย

 

#mommyandsonnyaroundtheworld ❤

 

ตอนนี้เหลือเวลา3ชั่วโมงครึ่งกับระยะทางสิบกิโลเมตร ชิลมาก อากาศก็ดีมากๆ แต่ก็พยายามวิ่งเท่าที่วิ่งได้ เจอคุณพี่สองคนเดินคุยกันตลอด แถมมีแวะถ่ายรูป เค้าไม่ได้วิ่งเลยได้แต่จ้ำๆๆแต่ว่าสามารถจ้ำแซงเราที่เดินสลับวิ่งได้ แล้วไม่ปล่อยโอกาสให้แซงกลับด้วยนะคือไปแล้วไปลับเลย ว้าวมากๆอะ อยากเดินได้ไวๆแบบนี้จัง

 

เดินทางฝ่าสายหมอกกันเลยทีเดียว

ระหว่างทางกลับก็มีฝนตกมาปรอยๆแต่ไม่หนักมากขนาดต้องใส่เสื้อกันฝน ชอบบรรยากาศแบบนี้จังเลยคือมันเย็นสบายมาก แถมเป็นงานแรกที่วิ่งโดยไม่โดนคัทออฟมาจ่อให้เครียด แล้วก็มาเจอพี่สัญญาตรงแถวๆผาจำศีล คือพี่เค้าเข้าเส้นชัยเรียบร้อยแล้ว เลยออกมาเดินเล่นทักทายคนอื่น เราเลยถือโอกาสขอถ่ายรูปกับพี่สัญญาเลย หลังจากที่วางแผนจะถ่ายรูปกับพี่สัญญาในงานที่ดอยหลวงพะเยาแต่ว่างานนั้นจบไม่สวยเลยไม่มีโอกาสได้ถ่าย คราวนี้มั่นใจว่าจบอย่างสวยงามแน่ๆ เลยได้ถ่ายรูปกับไอดอลซักที ^^

 

นป. แอนด์ พสญ.
ผ่านผาหมากดูกแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยมา 3กิโลเมตรสุดท้ายที่แสนเละเทะ

 

มีรูปจากกล้องงานด้วยแฮะ

 

หลังจากนั้นก็สวนทางกับสวีปเปอร์ เราก็ตกใจว่าสวีปเปอร์มาแล้ว แต่พี่ไหมบอกว่าไม่ต้องกลัว ยังไงสวีปเปอร์ตามเราไม่ทันแน่ ก็เลยวิ่งลั้นลากว่าเก่าเลย มาเร่งสปีดตอนกิโลเมตรสุดท้าย เพราะอยากจบให้ทัน 6 ชั่วโมง พอข้ามสะพานไม้เข้ามาก็นึกว่าถึงสนามหญ้าคือเส้นชัยเลย ไม่ใช่จ้า ต้องไปอีกหลายร้อยเมตรเลย วนเลาะๆสนามไปจนถึงตรงแถวๆที่รับของจากลูกหาบ งานนี้ไม่มีชิพจับเวลา gun time เลยเกินมา6ชั่วโมงมา1นาที แต่จริงๆมันไม่ถึงนะ เพราะเราออกสตาร์ทท้ายๆของกลุ่มเลย ฮือ 😥

 

วิ่งเข้าเส้นชัยเสร็จแล้วก็ไปรับเหรียญ, finisher buff, และคูปองอาหารคนละ 150 บาทให้ไปใช้กับร้านค้าไหนในภูกระดึงก็ได้ แบบนี้ดีจังเลยนะ เหมือนเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้า และก็ตัดปัญหาน้ำและอาหารหลังเส้นชัยไม่พอด้วย

 

Finally I got it! Yeahhh

 

เหรียญรูปใบเมเปิล กับสายคล้องคอผ้าขาวม้า

 

เรากินข้าวและน้ำกันจนอิ่มหมีพีมัน แต่มันชิลมากไม่ได้เพราะหลังจากนี้คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การวิ่งเข้าเส้นชัย นั่นก็คือการลงจากภูไปขึ้นรถให้ทัน ตามกฎของอุทยานเค้าจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวลงจากภูได้ก่อนบ่าย2โมงเท่านั้น ด้วยกฎเรื่องความปลอดภัย แต่อนุโลมให้เป็น3โมงสำหรับวันนี้ที่มีกิจกรรมพิเศษ ตอนแรกก็กังวลว่าถ้าเข้าเส้นชัยช้า หรือมีอาการบาดเจ็บจะโดนกักตัวไหม แต่โชคดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราจึงออกเดินทางจากส่วนของศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางด้วยเวลา 1.23PM เลขสวยเชียว 🙂

 

เต็นท์อุทยานแบบใหม่ สีสวยมากเลย ถ้าใครขึ้นไปค้างคืนข้างบนคงได้ใช้บริการ อิจฉาจัง

แดดยามบ่ายบนเส้นทางเดินไปหลังแปมันช่างร้อนระอุเหลือเกิน จริงๆแรงวิ่งยังพอมีแต่ว่าไม่มีแรงมาสู้รบกับแดดอันโหดร้าย จึงได้แต่เดินจ้ำและหาร่มไม้หลบแดดไปเท่าที่จะทำได้

ระหว่างทางลงจากภูเราก็ได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวมากมายที่ขึ้นภูในวันเปิดภูวันแรกของปลายปี2560นี้จำนวนมาก เราได้แบ่งปันเส้นทาง กำลังใจและรอยยิ้มให้แก่กัน ดีใจจังเลยที่คนหันมาเดินป่า มาอยู่กับธรรมชาติเยอะๆ ก็ได้แต่หวังว่าสเน่ห์แบบนี้จะอยู่คู่ภูกระดึงไปนานๆ ไม่มีกระเช้าขนส่งมาทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นที่ท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพของนักท่องเที่ยว ขนาดต้องเดินขึ้นมายากลำบาก ก็ยังเห็นเด็กน้อย หรือผู้เฒ่าผู้แก่พยายามอดทนปีนขึ้นมาเพื่อพบกันความภูมิใจเมื่อได้พิชิตภูกระดึงแห่งนี้ ความภูมิใจนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่ผ่านความยากลำบากเพื่อมาสัมผัสมัน ไหนจะมิตรภาพรายทางที่เงินทองหาซื้อไม่ได้อีกล่ะ ถ้าอยากจะให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากกว่านี้ การจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ หรือจัดงานวิ่งเพื่อประชาสัมพันธ์แบบนี้ก็ดูเป็นทางออกที่ดีมากๆเลยเนาะ

แบกเสื้อกันฝนขึ้นลงโดยไม่ได้หยิบมาใส่เลย เห้อ

ขาลงพื้นดินก็ไม่ได้ดีกว่าตอนขึ้นมาซักเท่าไหร่ ขนาดว่าแดดออกและไม่ได้มีฝนตกลงมาซ้ำนะ เดินตกหล่มไปรอบนึงแต่โชคดีเราเด้งขึ้นมาก่อนที่โคลนจะทันได้ซึมเข้ารองเท้า การขึ้นภูมันไม่ง่ายยังไง การลงภูมันก็ไม่ง่ายแบบเดียวกันนั่นแหละ แถมวันนี้เท้าน้อยๆและขาสั้นๆของเราได้เดินทางมาแล้วหลายสิบกิโล เขาก็เริ่มจะประท้วงก๊อกๆแก๊กๆ แต่ก็ขอบคุณที่ทุกๆอวัยวะพาเราลงมาถึงตีนภูได้อย่างปลอดภัย แม้จะสะบักสะบอมพอสมควร รวมการเดินทางในวันนี้ที่จับได้จากนากาคือ 33.5กิโลเมตร เป็นครั้งที่สองกับเทรลเกิน30กิโลที่จบแบบไม่เจ็บ เย้ (เพราะว่าเดินมากกว่าวิ่งยังไงล่ะ มีหน้ามาดีใจอีกนะ ><)

ถึงซักทีนะ

ลงถึงตีนภู อาบน้ำ เก็บของ มีลูกหาบเก็บเต็นท์ให้ ยังมีเวลาเหลือๆไปนั่งกินข้าวเย็นที่ร้านเจ๊กิมแล้วรอรถมารับ (รถทัวร์นั่นเอง) ในที่สุดภารกิจ mission possible ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จากคนที่ DNF หลวงพะเยาในวันนั้น กลับมาขึ้นภูกระดึงแล้ววนไปผาหล่มสักพร้อมกับกลับลงมาภายในวันเดียวได้แบบขายังไม่พัง ขอบคุณขาที่ยังอยู่ด้วยกัน และขอบคุณเขาคนนั้นที่ยังอยู่ข้างๆคอยดูแลกันตลอด อิอิ

ลูกหาบประจำตัวเก๊าเอง เหนื่อยจะตายอยู่ละยังมีหน้ามายิ้ม

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s