บันทึก DNF แรกของฉัน # หลวงพะเยาเม้าเท่นรัน 2017

แรงบันดาลใจในการสมัครงานนี้มันเริ่มต้นตั้งแต่ปีที่แล้ว อยากสมัครแต่ว่าไม่ผ่านควอลิฟายเลยได้แต่มองตาปริบๆ แล้วบุญพาวาสนาส่งทำให้เรามีโอกาสได้มาเดินป่าที่ดอยหลวงพะเยาแห่งนี้ในวันเดียวกับที่เค้าจัดงานวิ่งด้วยความบังเอิญ การเดินป่าครั้งนั้นมันหนักหนาสาหัสพอควรเลย เส้นทางที่เดินนั้นเราคิดว่าเป็นทางที่ยากที่สุดที่เคยผ่านมาเส้นนึง พอรวมกับการต้องแบกสัมภาระหนักเป็นครั้งแรก มันเลยทำให้ท้อแท้ทั้งกายและใจ ค่อยๆเคลื่อนร่างกายไปอย่างช้าๆ มองนักวิ่งคนแล้ว คนเล่า เคลื่อนที่ผ่านเราไปด้วยความรวดเร็ว โอโห… ดูดีจังเลยนะ ถ้าเป็นเราจะทำได้แบบนี้บ้างไหม แต่ก็ได้แต่คิดเพราะแต่เกณฑ์วิ่งขั้นต่ำที่ใช้สมัครงานนี้เรายังวิ่งไม่ได้เลย

จุดที่ทำให้คิดว่าอยากกลับมาจริงๆอยู่ตอนที่เราได้รับน้ำใจจากสตาฟงานที่แบ่งน้ำและขนมให้เราตรงcp ที่ออกจากป่ามา มันทำให้เราคิดว่าผู้จัดงานนี้น่ารักมากๆ ถ้าความสามารถถึงเมื่อไหร่ก็อยากจะมาร่วมงานวิ่งด้วยซักครั้งก็ดีไม่น้อย 🙂

การเวลาล่วงเลยผ่านไป ความสามารถเราก็ยังอยู่แถวๆเดิมนั่นแหละ แต่บังเอิญไปสมัครงานวิ่ง 35K ไว้ แล้วบังเอิญวิ่งจบ ก็เลยผ่านควอลิฟายของงานหลวงพะเยาปีนี้ จริงๆตอนจบงานนั้นก็เข็ดมากแล้วนะ ถึงกับประกาศว่าจะกลับไปวิ่งแค่ฟันรันพอ แต่พอเวลาผ่านไป ความกระหายที่จะไปสัมผัสความเจ็บปวดมันกลับบดบังสมองส่วนที่เคยบอกตัวเองไว้ว่า พอแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ประกอบกับว่างานนี้ปีที่แล้วประกาศไว้ว่าวิ่ง 30K แต่พอวิ่งจริงๆเห็นเค้าได้ระยะ 24-25K กัน เราเลยกะว่าน่าจะไหว ถึงแม้วันสมัครเห็นว่าระยะมันเป็น 35K แต่สมองเรากลับเป็นอัลไซเมอร์ชั่วคราว รู้ตัวอีกทีก็สมัครและจ่ายเงินไปแล้ว และหวังใจลึกๆว่าระยะมันคงจะขาดเยอะๆแบบปีที่แล้ว แต่มันไม่จบแค่เพียงไม่เท่านั้นนะ นอกจากจะพาตัวเองไปลำบากแล้ว เรายังหลอกพี่สาวสุดสวยที่เพิ่งรู้จักกันจากการวิ่งงานก่อนไปร่วมชะตากรรมด้วยกัน หว่านล้อมซะดิบดีว่างานนี้วิวสวยแน่นอน แต่เรื่องความโหดนี่อธิบายยังไงก็คงเข้าใจยาก ให้พี่ไปเจอด้วยตัวเองละกันนะคะ น้องขอโทษ ><

จากวันที่สมัครถึงวันวิ่งจริง 2 กรกฎาคม เรามีเวลาซ้อม 3-4 เดือน แต่ว่าข้ออ้างเยอะมาก ทั้งร้อน ทั้งฝนตก กลัวเจ็บ นู่นนี่นั่น สุดท้ายเราซ้อมได้น้อยกว่าที่คิดมากๆ เก็บระยะได้ไม่ถึงสองร้อยโล มีเข้าป่าไปอีกสองครั้ง บันไดอีกนิดหน่อย ถ้าเทียบกับตอนจะไปเกาะช้าง คราวนี้เราฟิตน้อยกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ไม่เพียงเท่านั้นนะ ทีมงานประกาศมาว่าไปทดสอบสนามและวัดระยะเส้นทางวิ่งจริงได้ 38K ฟังแล้วจะเป็นลม ถ้าไม่ใช่เพราะชวนพี่โอ๋ไปสมัครด้วยเราคงขายบิบหนีไปแล้ว แต่ว่ามันยังไม่จบเท่านั้น ช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันงานดันป่วย จริงๆก็เป็นหวัดธรรมดานั่นล่ะมั๊ง แต่เหมือนสวรรค์แกล้งเพราะว่าปกติเราเป็นหวัดจะหายภายในสัปดาห์เดียว แต่คราวนี้ไม่หายซักทีจนเรากลัวว่าจะเป็นหนักจนไปไม่ไหวด้วยซ้ำ สุดท้ายอาการดีขึ้น 2 วันก่อนเดินทาง ซ้อมอะไรไม่ทันแล้ว บุญเก่าไม่มี บุญใหม่เติมไม่ทัน มีแต่ใจเหี่ยวๆที่ท้อแท้และอ่อนล้า แต่ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป งานนี้เรียกได้ว่าไปตายเอาดาบหน้าอย่างแท้จริง……….

การเดินทางไปพะเยาเราไปกับรถตู้ที่ทาง TET จัดไว้ให้ ตอนรอสมาชิกมันร้อนมากและยุงชุมด้วย พี่คนขับไม่ยอมให้ขึ้นรถเลยต้องยืนร้อนเป็นชั่วโมงเลย แต่โดยรวมก็สะดวกสบายดีนะ มาขึ้นรถที่หมอชิตแล้วก็ยิงยาวถึงสถานที่จัดงานเลย ระหว่างทางมีแวะเที่ยวกว๊านพะเยากับวัดศรีโคมคำ

ไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัย

สถานที่ปล่อยตัวคือโรงเรียนบ้านดอกบัว หมู่บ้านดอกบัว โดยหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงด้วย ในหมู่บ้านน่ารักดี อากาศดี มีปลูกข้าวอินทรีย์ปลอดสาร โรงสีข้าว สปา น้ำที่กรองมาจากแหล่งน้ำบนภูเขา ทำเครื่องจักสานจากไม้ไผ่ และยังเป็นหมู่บ้านปลอดแอลกอฮอล์ด้วย (ไอ่เราก็นึกว่าไหที่เห็นอยู่ข้างทางเป็นไหยาดอง กะจะไปขอชิมซักหน่อย :P) เราจะพักกันที่โฮมสเตย์ในหมู่บ้าน 1 คืน แล้ววันพรุ่งนี้หลังวิ่งเสร็จก็จะกลับเลย เสียดายเหมือนกันนะ เพราะบรรยากาศในหมู่บ้านดีมากๆเลย อยากจะอยู่ต่อชิลๆอีก ติดที่วันลามันไม่เป็นใจ ไว้โอกาสหน้าคงได้มาอยู่นานกว่านี้นะคะ ^^

บ้านที่เราไปพักอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 700 เมตร ก็เหมือนจะไม่ไกลเนาะ เราเลยไปเก็บข้าวของแล้วค่อยเดินมารับบิบที่โรงเรียน อากาศตอนนั้นร้อนมาก แต่พอมองขึ้นไปบนยอดเขาที่เราต้องขึ้นไปพรุ่งนี้แล้วก็ใจหาย มองไม่เห็นยอดเลย มีแต่เมฆหมอกปกคลุม ลางเริ่มไม่ดีละ…

รับบิบเสร็จไม่มีไรทำ ก็กลับบ้านไปนอน แล้วก็กลับมาที่รร.เพื่อฟังบรีฟตอนเย็น โอ้โห คนล้นออกมานอกโรงอาหารเลย อบอุ่นดีจัง เราเลยต้องไปตีตั๋วยืนเกาะรั้วฟังป๋าคมรัฐบรีฟเส้นทางวิ่งพรุ่งนี้

ท่าเกาะรั้วฟังบรีฟน่าเกลียดดีจัง

ป๋ายังบรีฟของ 35K ยังไม่ทันเสร็จเลย ฝนก็ตกลงมา เย็นชุ่มฉ่ำกายแต่ปวดหัวใจจริงๆ จะรอดไหม T_T ป๋าบอกว่าปีนี้ฝนมาเร็วกว่าปีที่แล้ว พวกต้นหญ้าเลยโตเร็ว สูงท่วมหัวป๋าเลย แล้วก็แนะนำเทคนิคว่าทางดินที่ลื่นๆให้พยายามเหยียบหญ้าไว้อย่าไปเหยียบตรงดิน ถุงมือจะช่วยได้มากเลย คือให้เอามือคว้าหญ้าข้างทางไว้ จะช่วยได้มากตอนลงทางลื่นๆ ส่วนทางลงน้ำตกจะเป็นหิน ป๋าบอกว่าถ้าล้มให้ล้มลงดินอย่าล้มลงตรงหินเพราะมันจะเจ็บ เนี่ยป๋าล้มมาสองวันแล้วยังเจ็บอยู่เลย… เอิ่ม…เวลาคนจะล้มมันเลือกได้เหรอคะ แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกให้ฉันไม่ล้มได้รึเปล่า ♪♪♪ ฟังแล้วเครียดหนักกว่าเก่าอีก ฮ่าๆ แผนการหลักๆของเรามีเพียงแค่เอาตัวเองไปให้ถึงยอดเขาให้ได้ ก็ถือว่าคุ้มกับค่าสมัครแล้ว เพราะสังขารกับการซ้อมไม่เอื้ออำนวยจริงๆ

แต่พอมานึกขึ้นได้ว่างานนี้มันไม่มีรถมารับกลางทางนะเฟร่ย ถ้าไปเดี้ยงอยู่บนเขาก็ต้องพาตัวเองออกมาจากป่าเองอยู่ดี นึกแบบนี้แล้วก็ฮึดขึ้นมานิดนึง เอาวะ เราก็เดินป่ามาไม่น้อย หวังว่ามันคงจะช่วยให้เราทำเวลาได้ไม่มากก็น้อย แถมตอนเช้าก็ไปทำบุญมา อาจจะเข้าเส้นชัยทันเวลาแบบแข้งขาไม่หักก็ได้นะ…

กลางคืนก็นอนไม่หลับตามสไตล์เราที่ไม่เคยได้นอนก่อนสี่ทุ่มในคืนก่อนที่จะวิ่งยาว ภาพตัดมาที่ตอนเช้า ชักภาพหมู่สมาชิกร่วมบ้านที่หน้าจุดสตาร์ท ซักรูปนึง จริงๆสมาชิก 4 คนต้องได้วิ่ง 3 คน แต่หนุ่มเสื้อแดงเพิ่งตัดสินใจจะวิ่งด้วยเมื่อเย็นวานนี้เอง พอดีได้คุยกับลุงเบนซ์ที่มารับบิบแต่บอกว่ายังไม่หายดีจากอาการบาดเจ็บเลยขอไม่วิ่งงานนี้ เค้าเลยให้ยืมบิบมาวิ่ง ใจดีมากๆเลย ซึ้ง ^/|\^

เวลาประมาณ 5:15 ก็ได้เวลาปล่อยตัว เราก็ทำตามแผนว่า 8 โลแรกที่เป็นทางราบจากจุดสตาร์ทถึง CP1 เราจะวิ่งๆเดินๆ เก็บแรงเอาไว้ตอนขึ้นเขา ตอนแรกก็ออกตัวพร้อมกับพี่โอ๋ แต่ผ่านไปไม่ถึงโลพี่โอ๋ก็วิ่งหายไปกับกลุ่มคน แง ช่วงแรกๆก็จะมีไฟถนน บางช่วงก็จะมืดสนิทเลยต้องอาศัยไฟจากไฟฉายคาดหัว เดินๆวิ่งๆไป กำลังจะเข้าโหมดดราม่าว่านี่เป็นงานวิ่งงานแรกของเราเลยนะที่เริ่มวิ่งอย่างจริงจังตั้งแต่ฟ้ามืด ก่อนหน้านี้เคยเห็นแต่คนวิ่งระยะอื่นต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่ตอนยังไม่มีแสงอาทิตย์ ดูเท่มากๆ ไม่คิดมาก่อนว่าเราก็มีโอกาสได้ทำแบบนั้นเหมือนกัน นึกได้แล้วก็เริ่มชะลอฝีเท้าขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซักหน่อย แล้วก็หันไปบอกบัดดี้ว่า ขอหยุดถ่ายรูปแปบนะ

ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบกลับมาว่า เดินก่อนนะ เชือกขาด!!! คือว่าคนข้างๆไม่ได้ตั้งใจมาวิ่งแต่แรกไง เป้น้ำก็ไม่ได้พกมา เราเลยยกเป้ผ้ากากๆของแจกฟรีจากงาน TNF เมื่อปีที่แล้วมาให้ยืม แล้วปกติก็ใช้ได้ไม่เคยมีปัญหา คือเราสะพายเดินตลอดไง แล้ววันนี้มาวิ่งมันคงมีแรงเหวี่ยงเยอะ ซวยเลยอะ ยังวิ่งมาไม่ถึงกิโลเลยมั๊ง ก็โดนบ่นนะว่า อุตส่าห์ถามแล้วว่ามันจะขาดไหม เราก็ เอ้า ก็ที่เคยใช้มามันไม่ขาดนี่นา ถ้าขาดก็คงไม่พกมาหรอก จริงเปล่า ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร แล้วคือพกของมาเยอะมาก กล้องยังแบกมา รวมทั้งมีของที่เราฝากไว้อีกต่างหาก ฮือออออ ชีวิตต่อจากนี้ไม่ง่ายแล้ว

วิวข้างทางสวยมากๆเลย ดูสงบดีจัง

มาถึง CP1 ใช้เวลาไปชั่วโมงนิดๆ มาถึงก่อนเวลาที่วางแผนไว้แฮะ กว่าจะถึง CP2 ระยะทาง 6 กิโลเมตร ดื่มน้ำหวานเติมพลังจาก CP นี้ และกะว่าเติมน้ำไม่ต้องเยอะมากเพราะปกติน้ำเต็มเป้เราจะอยู่ได้ประมาณ 10 กิโล แต่ป๋าเทมาให้หมดเหยือกเลย หนักเลยแฮะ และเราแวะเข้าห้องน้ำตรงนี้เพราะจาก course map มันเป็น CP สุดท้ายที่มีห้องน้ำ ถ้าจะพูดจริงๆคือเป็น CP เดียวที่มีห้องน้ำเลย จากนี้ไม่มีอีกแล้ว แต่พอเลี้ยวไปจะเข้าห้องน้ำก็เจอคนก่อนหน้าเค้าบอกว่า หาเอาข้างทางสะอาดกว่า เพราะในห้องน้ำมันมีแต่โถไม่มีน้ำ อื้อหือ ฟังแล้วรีบเลี้ยวหนีไปเข้าพงหญ้าโดนพลัน 😛

มายลูกหาบ ^^
ดุ๊กดิ๊กไปตามทางเทรล

ออกจาก CP1 มาก็เข้าสู่ทางเทรลแล้ว แต่ว่าแรกๆจะไม่ชันมาก วิวสวย ข้างทางเป็นทุ่งดอกไม้ยาวๆเลยมีต้องข้ามลำธารเล็กๆประมาณ 4-5 รอบได้ แรกๆเราก็รอดนะ กระโดดดึ๋งๆสนุกดี แต่สุดท้ายก็ไม่รอด น้ำเข้ารองเท้า เซ็งเลย เกลียดที่สุดคือวิ่งทั้งๆที่เท้าเปียกนี่ล่ะ เศร้าใจมากแต่ทำอะไรไม่ได้ ดีที่เปียกไม่มากเพราะผ่านไปซักพักก็แห้งละ ผ่านมาอีกประมาณ 2 กิโลได้ อยู่ดีๆก็พักเลี้ยวขึ้นเขา แล้วก็ชัน และชัน และชันยาวๆเลยจ้า จากนี้ไปจนถึง CP2 คือเป็นทางชันมากซัก 70% ชันน้อย22.345% แล้วที่เหลืออีกน้อยนิดที่เป็นทางราบ ไม่มีทางลงเลย เดินยาวๆเลยช่วงนี้ แต่ว่าก็แซงคนอื่นมาได้บ้างพอให้ชุ่มชื่นหัวใจ จากที่ทางราบ 10 กิโลแรกนี่ค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะเป็น 10 คนสุดท้ายอะ (เล่นเดินๆวิ่งๆซะขนาดนั้น -*-)

เดิน เดิน และก็เดิน
ทำไมยอดเขามันไกลลิบขนาดนั้นคะ

เรายังโดนทำร้ายจากทางชันไม่พอนะ ยังมีตัวคุ่นมาร่วมแจมด้วย คือถ้าเราเดินไปเรื่อยๆมันก็ไม่มีอะไร แต่พอเริ่มหยุดมันจะมาตอม เราอะใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาวไม่ได้เป็นอะไร อยากตอมก็ตอมไป แต่คุณบัดดี้มาแบบลูกทุ่งมากๆเลยโดนกัดไปด้วย 😥 แล้วพอเราเมื่อยเราก็เดินช้า บางทีเราก็หยุด คนเดินตามก็โดนคุ่นเลยจะมาเร่งให้เราเดินๆๆ ฮึ่ยถ้าเดินไหวใครจะไม่อยากเดินเร็วนะ ทำไมไม่เข้าใจกันเลยอะ จนบางทีต้องให้เค้าเดินนำไปเลย อยากเดินเร็วดีนักใช่ไหม… พอเดินๆอย่างอดทนมาเรื่อยๆ จนเจอป้ายบอกว่าอีก 500 เมตรจะถึง CP2 แล้วนะ โอ้โห ใจมาเลย คราวนี้ไม่มีคุ่นก็เดินเร็วได้นะ ฮ่าๆ

มาถึง CP2 เกินที่วางแผนไว้ประมาณ 10นาที ยังไม่รู้สึกอะไรนะ เจอป้าแต๋วมาเป็นสตาฟตรงจุดนี้ด้วย (ดีใจจัง ตั้งแต่ทริปดอยหลวงเชียงดาวเมื่อ 2 ปีก่อนก็ไม่เคยเดินป่ากับป้าเลย มีแค่มาเจอเป็นสตาฟ TET ตอนปีที่แล้ว) ยังเดินเข้าไปคุยเล่นเลย ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมจนกระทั่งป้าบอกว่าน้ำหมดนะ สตาฟยังไม่มีน้ำดื่มเลย T_T ไม่นะ ฮืออออออออ ตอนนั้นก็มึนๆงงๆ รู้แค่ว่าต้องรีบทำเวลาแล้ว CPถัดไปอยู่ห่างไปอีก 8 กิโล น้ำยังพอเหลือเลยไม่อยากรอ เลยหยิบขนมปี๊บขึ้นมากินชิ้นนึงแล้วออกเลย ไม่ได้นั่งพักเลย

ออกจาก CP2 ทางเริ่มเปลี่ยนแล้ว ไม่ได้เป็นป่ารกทึบแบบเดิมแล้ว เพราะว่าเราขึ้นมาเกือบถึงระดับ 1000 เมตรแล้ว ป่าโปร่งขึ้น อากาศเย็นขึ้นเช่นกัน ทางมีชันมากบ้าง ชันน้อยบ้าง ขึ้นบ้าง ราบบ้าง มีทางลงให้ได้วิ่งเล่นบ้าง หญ้าคาที่ป๋าบอกก็เจอบ้างเล็กๆน้อยๆพอให้เปลี่ยนวิวแต่ไม่ถึงกับท่วมหัว บางช่วงมีละอองน้ำโปรยมาจนนึกว่าฝนตก แต่จริงๆคือหมอกที่หนามากจนเกาะกับต้นไม้ใบไม้ พอเราผ่านไปมันก็ร่วงหล่นลงมา เย็นสบายดีนะ ชอบ เจอพี่โอ๋แวะถ่ายรูปอยู่ แล้วก็วิ่งต่อไปพร้อมกัน ผ่านไปซักพักพี่โอ๋ก็หายไปอีกแล้ว แข็งแรงมากๆเลยอ่า รอน้องด้วยยยยย

แวะอู้ถ่ายรูป

ปกติถ้าวิ่งยาวๆเราจะกินกล้วยตากกับจอลลี่แบร์เป็นหลัก กินไม่เยอะแต่กินเรื่อยๆบ่อยๆ เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยให้ร่างกายมันขาดพลังงานไปแล้วคงยากกว่าจะเติมกลับมา ชีวิตช่วงนี้ก็จะวนเวียนซ้ำๆไปซักพัก เดินๆ กินๆ ชมวิวบ้าง จนผ่านไปซักพักเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้ชื่นชมกับธรรมชาติแล้ว เริ่มรู้สึกว่าขาหนัก ก้าวไม่ค่อยขึ้น พอกินขนมเยอะๆเข้าก็รู้สึกหิวน้ำ แต่ไม่กล้าดื่มน้ำเยอะเพราะรู้ว่ามันใกล้หมดแล้ว เราต้องพยายามเหลือน้ำไปให้ได้ไกลที่สุด แล้วมันก็จะวนกลับมาตรงที่ว่าพอกลัวหิวน้ำ ก็จะไม่กล้ากินขนม เพราะกลัวว่ากินขนมแล้วจะหิวน้ำ พอไม่กินขนมก็ไม่มีแรง พยายามจะกินอัลมอนด์ที่พี่โอ๋แบ่งไว้ให้ แต่พอกินไปถึงระยะนึงมันก็กินไม่ลงแล้ว ตอนนั้นยอมรับว่าเคืองนะ ว่าทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ทำไมคนที่วิ่งเร็วต้องดื่มน้ำเยอะจนน้ำมันหมด หมดทั้งน้ำเปล่าและน้ำหวาน ทำไมไม่เหลือให้เราซักหน่อยเลย ทำไมใจร้าย ทำไมสตาฟไม่เตรียมน้ำให้พอ ทำไมเราตอนต้นๆเราดื่มน้ำเยอะเกินไป ไม่ยอมประหยัดน้ำ ทำไมตอนป๋าเทน้ำให้เราเยอะแล้วเราแอบเทน้ำมาล้างมือเพราะไม่อยากแบกหนัก ทำไมไม่มีแรง ทั้งๆที่ปกติการเดินขึ้นเขาเป็นสิ่งที่เราภูมิใจว่าทำได้ดีมาตลอด วันนี้มันกลับมาทำร้ายเรา ทำไมอยู่ดีๆก็มึนหัว ปวดมวนท้อง กลืนก็ไม่เข้า แถมทำท่าจะคายออก ทำไม ทำไม ทำไม อยากจะร้องไห้ แต่พอจะร้องไห้มันก็เกิดปัญหาเดิมอีก คือใจสั่น หายใจไม่ทัน เลยต้องรีบหยุด ทำไมแค่เราจะร้องไห้เรายังร้องไม่ได้อะ โลกนี้ใจร้ายกับเราเกินไปไหม !__!

ก้มหน้าก้มตาเดิน
หน้าหงิกขั้นรุนแรงมากอะ ฮ่าๆ

ในเมื่อคำถามมันไม่มีคำตอบ สิ่งที่เราทำได้ก็แค่ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปอย่างช้าๆ แล้วเส้นทางก็ไม่มีความปราณีเลย มันขึ้น ขึ้น และก็ขึ้น ช่วงนี้เราเริ่มเอาถุงมือออกมาใช้แล้ว ตรงหญ้าคายังไม่ค่อยได้ใช้ถุงมือเท่าไหร่ แต่ตอนขึ้นสันหมูแม่ด้องเนี่ย ชันมาก กลัวจนต้องคลานสี่ขาเลย บางคนที่ทรงตัวเก่งๆก็เดินสองขาได้ บางคนก็ใช้โพลพยุงแล้วเดิน ส่วนเราเนี่ยเก็บโพลแล้วใช้แต่มือเลย หวาดเสียวมากจริงๆ



ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องไต่กันต่อไป

พ้นตรงนั้นไปแล้วนึกว่าใกล้แล้ว แต่ทำไมระยะบนนากามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านะ เส้นทางก็มีขึ้นมีลง พอลงทีนึงก็ท้อแท้ใจเพราะรู้ชะตากรรมว่าต้องกลับขึ้นไปสูงกว่าเก่า ทรมานจังเลย 😥 แต่เอาจริงๆเส้นทางตรงนั้นมันก็ไม่ได้ยากมากแล้ว ไม่ได้ชันมาก ไม่ได้ลื่นมาก แค่บังเอิญเรากากเอง 😥 แถมมีช่วงนึงที่มุดๆอยู่ในป่าทึบแล้วพอออกมาเจอทุ่งอะไรซักอย่างโล่งๆ ได้ยินเสียงกระดึงวัวด้วยแต่มองไม่เห็นตัวเพราะหมอกลงจัดมาก ทัศนวิสัยมองเห็นได้ไม่เกิน 10 เมตร เราก็เดินๆๆมาจนเจอทุ่งมอสที่สวยมาก มีต้นไม้เล็กๆขึ้นอยู่เต็มไปหมดน่าถ่ายมาโครมากๆ แต่ว่าหาหนทางไปต่อไม่ได้แล้ว มีแต่ทางลงเขาที่ดูไม่น่าจะลงได้ สรุปคือหลงทางจ้า เลยเดินย้อนกลับไป สรุปว่าพอมาเจอทุ่งเราต้องเลี้ยวไปอีกทาง แต่หมอกลงจัดจนมองไม่เห็นริบบิ้นนำทาง เห้อ แค่ธรรมดาก็ทำเวลาได้ช้าอยู่แล้วดันมาหลงทางอีก ชีวิตเศร้า…

บัดดี้ก็พยายามให้กำลังใจนะ แต่ ณ จุดนั้นมันไม่ไหวแล้ว มีการมาถามว่าไม่อยากได้เหรียญเหรอ เราตอบเลยนะว่าไม่ (ตรูอยากได้ finisher buff ต่างหากเฟร่ย) ฮีมีการตอบกลับมาว่าถ้าไม่อยากได้ก็นั่งพักเลย พอแล้ว จะไม่เร่งให้เดินแล้ว ฮืออออออออ สิ่งที่เค้าควรจะตอบเราคือบอกให้เราสู้สิ ไม่ใช่บอกให้เรานั่งเลย เราหยุดยืนอยู่พักนึงแล้วก็รู้สึกเสียดายค่าสมัคร เสียตังมาตั้งแพง ทั้งค่าสมัคร ค่ารถ รู้สึกว่าเราจะมายอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้ เออเดินก็เดินวะ เดินๆๆๆ

อีกช่วงนึงที่ได้ยินกิตติศัพท์มาว่าชันมากถึงมากที่สุด คือบันไดก่ายฟ้า ขนาดป้ายยังบอกว่ามันชันที่สุดแล้ว แต่เรากลับคิดว่ามันไม่น่ากลัวเท่าตรงสันหมูแม่ด้องอีกแฮะ ทางชันพอๆกัน แต่ว่าไม่มีหินเยอะๆแบบที่ถ้าล้มลงไปโดนแล้วจะเกิดแผลฉีกขาดได้อะ อันนี้มันเป็นทางดินธรรมดา แค่ค่อยๆเดินระวังๆก็ผ่านไปได้ไม่ยากแล้ว

ขึ้นๆลงๆ

มาถึง CP3 ประมาณเที่ยง เกินเวลาที่วางแผนมา2ชั่วโมงเต็ม เสียเวลาไปกับช่วงที่คิดว่าเราน่าจะทำได้ดีไปเยอะมาก แล้วส่วนที่เหลือที่เราไม่ถนัดเลยจะเป็นยังไงกันนะ พอเข้า CP ปุ๊บ สิ่งแรกที่ทำคือตรงดิ่งไปหาน้ำดื่ม ฮือออออ รอดตายแล้ว ระหว่างทางที่เดินมายังคุยกับบัดดี้เลยว่าถ้า CP นี้น้ำหมดอีกเราไม่ไหวแล้วนะ จะไม่ไปไหนต่อแล้วนะ เราจะนั่งรอจนกว่าจะมีน้ำหรือไม่งั้นก็ต้องเอาฮอมารับเรา ฮ่าๆ

ดื่มน้ำจนหนำใจแล้วแต่ก็ยังรู้สึกเวียนหัวอยู่ดี เลยทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น นั่งดมยาดมเป็นคนแก่เลย พี่ๆหลายคนที่เข้า CP ในช่วงนั้นก็มาถามไถ่และแนะนำให้หาอะไรกิน แต่คือตอนนั้นกินอะไรไม่ไหวเลย กลัวอ้วก เลยกินพาราไปเม็ดนึง (first aid kit ที่เป็นอุปกรณ์บังคับเราพกมาแค่ยาดมกับพารา ได้ใช้ครบเลยแฮะ) แล้วก็นั่งโง่ๆอยู่ซักพักก็มีคนหยิบซันนี่ออกมา จะถ่ายรูปคู่เรากับลูกชายให้ น่ารักอะ ยังอุตส่าห์จำได้ด้วย

ถ่ายรูปแค่พอเป็นพิธีจริงๆ หน้าก็แย่ มือก็ถือยาดม แรงจะเอาซันนี่ออกจากถุงยังไม่มีเลย มี้รู้สึกผิดกับหนูมากเลยนะ ตอนแรกกะจะพาซันนี่มาวิ่งเล่น แต่มี้กากเอง ไม่มีอารมณ์ร่วมตอนถ่ายรูปเลย พอถ่ายรูปเสร็จก็ถึงเวลาต้องเผชิญหน้าความเป็นจริง เราต้องไปต่อแล้วล่ะ…

รูปงามๆจากตากล้องงาน ^^

จาก CP3 ไปอีก 400 เมตรจะถึงยอดดอยหลวงพะเยา และอีก 4 กิโลเมตรจะถึง CP3.5 ตรงนี้เราวางแผนไว้ว่าจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงเลยนะ แล้วก็คำนวณไว้ค่อนข้างตรงเลย มันเป็น 4 กิโลนรกมากเลย คือตอนแรกก็เดินๆช้าๆไปเรื่อยๆอย่างล้าๆจนถึงยอดดอย หมดอาลัยตายอยากแค่ไหนคิดดูว่าเราไม่ถ่ายรูปกับยอดดอยซักรูปเลยอะ ลมแรงมากๆ หมอกลงจัดมาก มองอะไรแทบไม่เห็น ขนาดแอบไปฉี่แถวๆยอดดอยได้อะ ฮ่าๆ จากนั้นร่างกายมันก็ค่อยๆดีขึ้นนะจากฤทธิ์ยาแล้วก็จากน้ำดื่ม แต่ว่าทางเริ่มยาก เป็นทางลงชันๆและลื่น บางช่วงเป็นดินบางช่วงเป็นหิน บางช่วงเดินได้ บางช่วงต้องนั่งลงไปแล้วหย่อนตัว บางช่วงต้องกระโดดข้ามซอกหิน เริ่มเจอหญ้าคาสูงท่วมหัวที่ป๋าได้บรีฟไว้เมื่อวานแล้ว คือท่วมมิดจริงๆ แค่สูงยังไม่พอนะแต่ว่ามันรกมาก วิ่งไปต้องเอาสองมือยกขึ้นมาบังหน้าตาไว้กันไม่ให้หญ้าบาดหน้า เป็นเส้นทางแบบนี้ยาวๆเลย ยกจนปวดแขนเลยอะ

หินมันสูงจัง
ปีนๆๆ ฮึบๆๆ

ผ่านดอยหนอกไปซักพักก็เจอองค์พระ เราก็หยุดไหว้และขอพร (ปกติเป็นคนไหว้พระแล้วไม่ขอพรนะ แต่วันนั้นต้องขอจริงๆว่าช่วยให้หนูกับเพื่อนลงไปถึงข้างล่างโดยปลอดภัยด้วยเถอะค่ะ) อีกไม่นานก็ถึง CP3.5 ก็มีป้ายบอกว่า 35K ให้วิ่งตรงไป ส่วน60K ให้เลี้ยว สตาฟที่ประจำจุดก็บอกทางเราแล้วก็ไปต่อกันเลย ตอนนี้ใกล้เวลาคัทออฟที่เส้นชัยมากๆแล้ว ความหวังที่จะเข้าเส้นชัยทันเวลามันริบหรี่มาก แต่ว่าแทบจะไม่คิดเรื่องนั้นแล้ว คิดแค่ว่ารีบๆทำให้มันจบๆไปซักทีเถอะ

มาถึงตรงนี้แบตนากาก็จะหมด เศร้าจริง แถมต่อจากนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยแม้แต่รูปเดียว แค่เจอป้ายว่าทางลงน้ำตกผาเกล็ดนาค แค่นี้ก็ใจแป้วแล้ว เพราะความทรงจำจากที่เคยผ่านเส้นทางนี้มาเมื่อปีที่แล้วมันน่ากลัวมาก แต่ว่าพอเดินไปเรื่อยๆจนเข้าเขตน้ำตกจริงๆกลับไม่ได้รู้สึกกลัวเท่าที่คิดแฮะ อาจเพราะว่ามันบ่ายมากแล้วพื้นเลยไม่ได้ลื่นมากเท่าที่คราวก่อนลงเขามาตอนเช้า หรือเพราะว่าเรารู้สึกแย่จนถึงขีดสุดจนไม่มีอะไรจะแย่กว่านี้แล้วก็ไม่รู้นะ แล้วพอเราค่อยๆเดินๆไต่ๆลงไปได้ซักพักเราก็รู้ว่าเราคิดผิด เพราะเรื่องที่แย่สุดและบรรลัยที่สุดมันกำลังจะเกิดขึ้น…ฝนตก… คือแค่ทางปกติก็ดูอันตรายอยู่แล้ว นี่ดันมีฝนมาทำให้มันยากขึ้นไปใหญ่ แต่ว่า…เช่นเคย…ไม่มีทางเลือกค่ะ ถ้าหยุดก็ยิ่งทำให้เราออกจากป่าช้าเข้าไปใหญ่ และเราไม่รู้เลยว่าฝนมันจะหยุดตกเมื่อไหร่ ทางที่ดีคือค่อยๆไปอย่างช้าๆ ยังไงก็คงดีกว่าอยู่เฉยๆแหละเนาะ

ค่อยๆลงทางน้ำตกไปอย่างช้าๆ เดินบ้าง นั่งกระดึ๊บๆบ้าง โหนเชือกบ้าง กระโดดบ้าง คือมันไม่น่ากลัวเท่าปีที่แล้วจริงๆนะ คงเพราะปีนี้มีแค่เป้น้ำเบาๆแล้วมันกะจังหวะง่ายกว่าแบกสัมภาระหนักๆล่ะมั๊ง สิ่งที่แย่ที่สุดกับการลงเขายาวๆสี่ห้าโลนี้คือเท้าของนู๋ คือฝนตกแล้วรองเท้าเปียก พอรองเท้าเปียกถุงเท้าก็เปียก แล้วมันเป็นแบบถุงเท้าเทรลหนาๆก็เลยอุ้มน้ำได้ดีเลย แฉะตลอดทาง รู้สึกแย่มาก ขนาดว่าเดินๆแล้วเจอบ้องไม้ไผ่ขนาดเท่าแขนหล่นจากฟ้าลงมาฟาดกลางกบาลจนหัวมึนตึ๊บ พอสำรวจตัวเองว่ายังไม่ตายปุ๊บก็รีบเดินต่อทันที ตอนนั้นมันคิดขึ้นมาว่า โคตรเจ็บเลย ตายไม๊วะ อ้าว ไม่ตาย เลือดไม่ไหล งั้นก็ต้องเดินต่อ ไม่มีเวลามาคร่ำควรญให้กับโชคชะตาใดๆทั้งสิ้น ถุงเท้าเปียกอยู่ โอ้เอ้ก็ต้องจมเท้าแฉะต่อไปนะ -*-

ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเราก็พาร่างที่บอบช้ำและเท้าที่ชุ่มน้ำออกมาถึง CP4 เหลืออีก 7 กิโลจะถึงเส้นชัย แต่ว่าตอนนั้นเลยคัทออฟแล้ว ไม่เหลือใจใดๆทั้งสิ้นแล้ว อยากถอดถุงเท้า ฮือ 😥 กำลังจะขอให้พี่เค้าขับมอไซค์ไปส่งแล้ว แต่พอดีมีสตาฟบอกว่าถ้าเข้าเส้นชัยตอนนี้แค่ไม่ได้แต้ม ITRA แต่ยังได้เหรียญและ finisher buff นะ เท่านั้นล่ะตาลุกวาวเลย สู้ตาย เจ็ดโลก็เจ็ดโลวะ ก็วิ่งๆเดินๆต่อไปจนถึงเส้นชัยประมาณ 6 โมงกว่าๆ ในที่สุดความทรมาน 13 ชั่วโมงตลอดระยะทาง 38K ก็ถึงจุดสิ้นสุดซักที แม้ว่าสุดท้ายแล้วเค้าจะแจกแค่เหรียญ ไม่ได้บัฟ ตอนแรกก็เสียดายนะว่าแบกเท้าแฉะๆเดินมาเกือบสิบโลแต่ไม่ได้บัฟ แต่มองอีกแง่นึงมันก็ดีตรงที่ว่าในที่สุดเราก็จบเรซนี้ได้ด้วยขาของเราเอง 🙂 จบแบบงงๆว่าทำไมไม่เจ็บ แถมไม่เป็นตะคริวเลย มีแค่อาการเข่าช้ำจากการกระแทก และปวดตึงต้นขาหลังจากจบงานนี้ไปหลายวัน อันนี้เป็นปกติอยู่แล้ว 😛

แถมพอพี่หมีเค้าประกาศผลอย่างเป็นทางการ รายชื่อเราอยู่ในกลุ่ม DNF ด้วยล่ะ ฮือ ก็เฟลๆนิดนึงว่าวิ่งจบไม่ใช่เหรอ แค่วิ่งไม่ทันเวลาเองนี่นา แหะๆ แต่ว่าไม่เป็นไร มันก็ดีนะ อย่างน้อยก็จะได้เก็บเป็นแรงผลักดันให้เรากลับไปซ้อมให้มากกว่าเก่า งานนี้มันหนักหนาเกินความสามารถเราไปมากจริงๆ แต่เราก็มองเห็นจุดที่เราสามารถกลับไปพัฒนาต่อได้อีก ณ วันนั้นอะ ประกาศไปแล้วว่าจะไม่กลับมาซ่อมแล้วนะ แต่วันนี้ วันที่เขียนบันทึกนี้เราเปลี่ยนใจแล้วนะ เราจะกลับมาฝึกฝนตัวเอง แล้วจะกลับไปอย่างแข็งแกร่งกว่าเก่า จะกลับไปเป็น finisher งานนี้ให้ได้ ขอบคุณบัดดี้ที่รักด้วย ที่อยู่ด้วยกันตลอดเส้นทางไม่ทิ้งกันไปไหน เราเจองอแงขนาดนั้นยังไม่ถีบเราตกเขาก็ถือว่าเป็นคนมีความอดทนสูงมากนะ ไว้ปีหน้าเรากลับมาซ่อมด้วยกันเนาะ จะพาซันนี่มาวิ่งเล่นด้วย ^^

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s