วันที่ฉันไปวิ่งในป่ามาสามสิบห้ากิโลเมตร

ฉันไปวิ่งในป่ามาสามสิบห้ากิโลเมตร ใช้เวลาไปแปดชั่วโมงกว่า มันเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นกับชีวิตเราได้ยังไงนะ…


จากวันที่เราลงวิ่งเทรลครั้งแรกเมื่อประมาณ 18 เดือนที่แล้ว รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและยาวนานมากกับระยะแค่ 10+2K จริงๆก่อนแข่งคิดว่าเรานี่เท่มากๆนะ จะไปวิ่งในป่าตั้ง 10 กิโลเมตร แต่พอมาเจอของจริงกลับคิดว่าตัวเราช่างกระจ้อยร่อย คนอื่นเค้าวิ่งกัน 25K 50K โห… เป็นตัวเลขที่ไม่เคยวาดฝันว่าจะไปถึง ไม่คิดว่าจะเจอคนที่วิ่งระยะนั้นตัวเป็นๆมากมายเดินสวนกันไปมา แล้วรู้ว่าถ้าวิ่ง 50K จบภายในเวลา เค้ามีแจกเสื้อ finisher ด้วย โคตรสวยอะ แต่ชาตินี้คงไม่มีปัญญาได้ใส่ ใครจะไปวิ่งตั้ง 50K เหนื่อยตายพอดี เรื่องราวเหล่านี้มันจุดประกายอะไรบางอย่างให้กับเรานะ แต่ก็ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวอยู่ดี…

หลังจากนั้นชีวิตก็วนเวียนติดลูปอยู่กับการวิ่งสวนลุม วิ่งสวนแถวบ้าน เดินป่า อาการบาดเจ็บ และ งานเทรลฟรุ้งฟริ้ง 10K-15K มาอีกเกือบปี จนเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมันช่างราบเรียบเสียนี่กระไร จนกระทั่งหลังงานเขาประทับช้าง 10K เมื่อปีที่แล้ว ผิดหวังกับเส้นทางมาก เนี่ยเหรอวิ่งเทรล คือให้เราไปตามถนนทุรกันดารแถวต่างจังหวัดตอนหน้าฝนคงจะวิบากและตื่นเต้นกว่านี้อีกมั๊ง ทางมันราบเรียบและง่ายมาก หงุดหงิดหัวใจ อยากไต่เขาเยอะๆ ไปเจอวิวสวยๆเหมือนคนอื่นบ้าง ไม่ใช่แค่วิ่งไปตามทางลูกรังแล้วไปเซลฟี่กับอูฐ ประกอบกับสมาชิกในแก๊งที่ไปด้วยกันลงวิ่งระยะ 32K กันหมด ได้เสื้อ finisher ใส่กันเป็นทีมกลับบ้านสวยงาม ไอ่เราก็ได้แต่มองตาปริบๆ ตอนนั้นเลยคิดขึ้นมาว่า ไม่ได้การละ จะลงแต่ระยะน้อยๆ เส้นทางก็ง่าย แถมไม่ได้ผ่านจุดไฮไลท์ของงานซักเท่าไหร่ แบบนี้คงจะไม่ไหว แถมเสื้อ finisher ก็ไม่เคยได้กับเค้าเลย อยากได้บ้าง ทำไงดีหนอ…

จริงๆปีที่แล้ววางแผนจะลงตะนาวศรีเทรล 25K เอาไว้ อยากได้เสื้อ finisher ตัวแรกจากงานนี้ เพราะชอบแนวคิดของงานว่าให้ทางวิ่งเป็นทางกันไฟ มันดูว่าการวิ่งของเราได้สร้างประโยชน์ให้ชุมชนและธรรมชาติแถบนั้นมากกว่าแค่งานวิ่งธรรมดา อยากไปตั้งแต่ปีก่อนหน้าแต่ติดทริปไปอินโดเลยพลาดไป กะว่าจัดปีที่สองต้องไม่พลาด ส่วนงานเทรลที่เกาะช้างอันนี้ข้ามมาต้นปีของอีกปี แต่ว่าเปิดรับสมัครก่อน เราก็วางแผนไว้ว่าถ้าผ่านตะนาวศรี 25K แล้วต่อด้วยเกาะช้าง 35K มันก็ดูสมเหตุสมผลดีนะ ค่อยๆไต่เพิ่มระยะไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังลังเลเลยยังไม่ได้สมัคร พอดีช่วงนั้นมีไปเดินป่าที่ดอยหลวงพะเยา เป็นการเปิดโลกใหม่ของเราเลยนะ เราว่าเดินป่าที่นี่โหดสุดเท่าที่เดินมาในไทยแล้ว ดิบๆชื้นๆรกๆชันๆ แถมเป็นทริปแรกที่แบกของเองทั้งหมดด้วย ก็ยังรอดมาได้ แถมขาลงเราใช้เส้นทางเดียวกับงานหลวงพะเยาเม้าเท่นรัน ที่เค้าจัดวันเดียวกัน ได้เห็นนักวิ่งค่อยๆวิ่งผ่านไปทีละคนสองคน จนเป็นสิบคนยี่สิบคน เราก็เดินต้วมเตี้ยมไปเรื่อยๆ ช้าหน่อยเพราะแบกของ แต่ก็ไปถึงเหมือนกันแฮะ ค่อยเพิ่มความมั่นใจในการวิ่งระยะไกลขึ้นมาหน่อยว่าเราน่าจะใช้สกิลการเดินป่ามาช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย กลับมาก็เลยสมัครเลย Ultra-Trail Unseen Koh Chang 35K ปีหน้าเจอกัน มีเวลาซ้อม 7 เดือน เย่

จริงๆจะพูดว่ามีเวลาซ้อม 7 เดือน ก็ยังไม่ถูกซะทีเดียว เพราะตอนนั้นยังไม่หายบาดเจ็บดี ถ้าวิ่งน้อยๆจะไม่เป็นไรแต่วิ่งเยอะๆมันจะเจ็บ เลยต้องมาเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่พื้นฐานท่าวิ่ง การวอร์ม ยืดเหยียด สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เล่นเวท เล่นโยคะ ทำทุกอย่างยังกับเพิ่งหัดวิ่ง วิ่งเยอะไม่ได้ก็วิ่งช้าๆวันละสองโลสามโล อึดอัดมาก แต่ไม่อยากใจร้อนแล้วกลับไปเจ็บอีกแล้ว ค่อยๆคืบคลานไปอย่างช้าๆ

พอเริ่มจะเข้าฤดูหนาว ก็เข้าป่าเข้าดอยไปซ้อมเดินให้กล้ามเนื้อมันชินกับการต้องขึ้นเขาต่อเนื่องยาวๆ มีซ้อมวิ่งในทางชันบ้าง และก็หัดวิ่งลงเขาแบบไม่ให้บาดเจ็บและเหนื่อยจนเกินไป เป็นฤดูเดินป่าที่เราเข้าป่าบ่อยมากๆจนแทบจะย้ายบ้านไปอยู่แถวนั้นแล้ว มีไปเดินป่าที่ภูกระดึง 2 รอบ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยม่อนจอง และซ้อมวิ่งเส้นดอยสุเทพ-ดอยปุย ส่วนการวิ่งทางราบ ก็ซ้อมตามสวนธรรมดา 5 โล 10 โลไปตามเรื่องตามราว มีช่วง3เดือนสุดท้ายค่อยมาเพิ่มระยะเป็น10+ ซึ่งก็ยังไม่พออยู่ดี แล้วก็ไป city run กับสมาชิก city run club อีก2ครั้ง พี่ๆช่วยลากให้เราไปถึงระยะ 20+ ได้ครั้งแรกในชีวิต วันนั้นทั้งเหนื่อยทั้งร้อน แทบจะหมดสิ้นทุกอย่างในชีวิต หลังจากนั้นพยายามจะซ้อมให้ถึง 20K อีกซักครั้งตามแผนแต่ก็ทำไม่สำเร็จ

จริงๆอยากซ้อมให้ได้ระยะไกลมากกว่านี้ แต่ว่าร่างกายไม่พร้อมจริงๆ และเวลาไม่พอด้วย กลัวว่าอัดไปแล้วเจ็บหนักจะแย่เอา เลยไปเน้นพวกเวทเทรนนิ่งซ้อมกับบันไดหนีไฟควบคู่กันไป squat เนี่ย อย่างน้อยต้องวันละร้อย แล้วจะฝึกส่วนอื่นเพิ่มก็แล้วแต่อารมณ์ (แลดูไม่ค่อยมีอนาคตเลยมะ ฮ่าๆ) ส่วนบันไดปกติเราจะซ้อมแค่เดินขึ้น เพราะกลัวว่าเราลงบันไดอย่างต่อเนื่องและยาวนานจะทำให้เจ็บเข่า แต่ว่าจากคำบอกเล่าของนักวิ่งคนอื่นๆ ว่าถ้าเราทำอย่างถูกต้องมันจะไม่บาดเจ็บ เราเลยลองซ้อมลงบันไดกับการซ้อมครั้งสุดท้าย ประมาณ 10 วันก่อนวันจริง วันนั้นใช้เวลาอยู่ในบันไดหนีไฟเกือบชั่วโมง วนขึ้นๆลงๆรวมได้ขึ้น100ชั้น ลง100ชั้น บ้าไปแล้ว จากคนที่เคยเดินขึ้นบันไดตึกเรียน8ชั้นแล้วหอบแฮกๆ นี่เราซ้อมกันหลักร้อยชั้นกันไปแล้ว >_< ผลก็คือ มันไม่เจ็บเข่าจริงๆนะ เพราะเราวิ่งลงแบบย่อๆขา มันก็จะไม่กระแทก และก็เอียงตัวสลับด้านตลอดเวลาให้มันเปลี่ยนทิศในการรับน้ำหนัก แต่ว่า 1 วันผ่านไป เป็น DOMS ที่น่องอย่างหนักหน่วงจนน่าตกใจ ปวดเหมือนมันจะระเบิด ใส่ compression นอนรัวๆเลย ฮืออออ คือวันที่วิ่งยาวๆยังไม่เมื่อยขนาดนี้ หรือเดินป่ามาเยอะๆมันก็จะระบมรวมๆ นี่เป็นแค่ส่วนเดียวและเป็นหนักจนเดินธรรมดายังกะเผลก แต่ว่าอาการทั้งหมดก็หายไปใน 3 วัน โล่งใจไป…

ยังนะ เรื่องน่าตื่นเต้นยังไม่จบแค่นั้น 4 วันก่อนแข่งก็ไปซ้อมวิ่งครั้งสุดท้าย กะจะไปทดสอบดูด้วยว่าน่องหายเป็นปกติดีแล้วจริงๆ เพราะว่าตอนเดินนี่ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรแล้ว ซึ่งพอวิ่งแล้วน่องเราก็หายแล้วจริงๆ แต่วิ่งไปได้ 5-6 โล ดันมาเจ็บข้อพับ กับขาหนีบ เวรกรรมจริงๆ มาเจ็บที่ใหม่ที่ไม่เคยเจ็บเอาสัปดาห์สุดท้าย คราวนี้เลยไม่กล้าซ้อมอะไรแล้ว พักอย่างเดียวเลย แต่เคราะห์กรรมมันไม่หมดอยู่แค่นั้น หลังจากนั้นอีกวัน อยู่ดีๆตื่นมาก็เจ็บคอ T_T ดันมาป่วยอะไรตอนนี้นะ

20170217_161838

ตัดภาพมาวันเดินทาง วันที่ 17 ก.พ. 2559 จัดเสื้อผ้ามาแบบไม่ได้เตรียมเสื้อมาใส่กลับด้วยนะ ทุบหม้อข้า่วหม้อแกงสุดๆ กะว่าต้องเข้าให้ทันจะได้เอาเสื้อ finisher มาใส่กลับ ^^ คราวนี้เราเดินทางไปกับ runrhythm นัดกันแต่เช้าตรู่ที่หมอชิต แล้วเดินทางโดยรถตู้ไปเกาะช้าง ระหว่างทางมีเรื่องให้ตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะคนขับรถตู้โดนตำรวจโบกเรียกตอนเข้าเมืองตราด หายไปจ่ายค่าปรับ(มั๊ง) ซะนานเลย จนตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าโดนจับเรื่องอะไร พอไปถึงท่าเรือ ก็ต้องรอต่อคิวขึ้นเรือยาวเลย รอจนเรือผ่านไป 2 ลำ กว่าจะถึงคิวเรา เค้ามีให้ไปฟังบรีฟที่งานตอน 5 โมงเย็น แต่ 5 โมงเราเพิ่งข้ามฝั่งไปถึงเกาะช้าง…ไม่ทันจ้า

20170217_173743

20170217_182404

แต่ไม่ทันนี่ไม่เป็นไร เพราะว่าไปถึงแล้วจึงได้รู้ว่าจริงๆระยะ 35 เค้าไม่มีบรีฟย่ะ มีแค่ของ 70K ดีจ่ะดี งั้นเราก็รีบไปรับอุปกรณ์เลยเนาะ เริ่มหิวแล้ว ขั้นตอนการรับบิบสะดวกมากๆเลย เพราะว่าเราโหลด qr code มาจากเว็บแล้ว ไปถึงก็แสกน แล้วรอเช็คชิพได้เลย รวดเร็วง่ายดาย เดินถ่ายรูปซักพักแล้วไปกินข้าว เย่ อาหารอร่อยมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยนะเพราะว่าหิวมากไม่มีเวลาถ่าย แถมกินจานแรกก็อิ่มแล้วแต่กลัวพรุ่งนี้พลังงานไม่พอเลยไปเติมจานที่สอง อิ่มจนจะล้นคอหอยเลยจ้าาาาา

16585043_1417793581598920_2565257844186152960_n

กลับมาที่พักก็จัดข้าวของสำหรับวันรุ่งขึ้น เกิดปัญหาว่าสมบัติล้นเป้ ไม่รู้ว่าเป้เล็กไปหรือสมบัติเยอะเกินไป (คือเน้นของกินหนักมากเพราะว่าดูแล้วมีจุดบริการระหว่างทางแค่ 4 จุด บางจุดห่างกันเป็นสิบกิโล ถ้าไปหมดแรงกลางทางคงไม่สนุกแน่ๆ) กว่าจะเข้าที่ได้ต้องจัดอยู่นาน วันรุ่งขึ้นเค้านัดกันขึ้นรถตี 5 ก็วางแผนไว้ว่าจะตื่นซักตี 3:50 ก่อนนอนก็ยืดเหยียด+เล่นโยคะท่าพื้นฐานนิดหน่อย แล้วเตรียมตัวเข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม แต่ปรากฎว่าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับครัช T_T จำได้ว่าดูนาฬิกาครั้งสุดท้ายตอนสี่ทุ่มกว่า แล้วไม่รู้ว่าหลับไปตอนกี่โมง มีตื่นมากลางดึกครั้งนึง มายืดเหยียดอีกหน่อยนึงแล้วหลับต่อ ตื่นมาอีกทีตอนนากาปลุก เคยอ่านๆที่เค้าเตรียมตัววิ่งมาราธอนว่าต้องกินอาหารก่อนวิ่ง 2 ชั่วโมง เอาวะอันนี้ถึงจะไม่ใช่มาราธอนเราก็ขอยึดหลักโหลดเยอะไว้ก่อน กินข้าวปั้นไปหนึ่งชิ้นกับไข่ต้มลูกนึง แล้วยุกก็แบ่งวิตามินมาให้กินเม็ดนึง กินแล้วร่างกายแข็งแรงแล้วก็พร้อมออกเดินทาง เย่ ^^

ที่พักอยู่ใกล้จุดสตาร์ทที่วัดสลักเพชรมากๆ ไม่ถึง 3 กิโล ตีห้ากว่าๆก็ไปกันถึงแล้ว พอเท้าแตะพื้นปุ๊บ ข้าศึกบุกเลยจ้า อะไรกันเนี่ยอุตส่าห์ไปเคลียร์ของเก่าออกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแท้ๆ มองไปเห็นเป็นบ้านพักหรือห้องอะไรซักอย่าง ข้างในมีคนเดินออกมา ส่องๆไปเห็นสัญลักษณ์ห้องน้ำเลยไปขอเค้าเข้า โหยดีงาม สะอาด และมีสายฉีด แต่พอออกมาแล้วเค้าปิดไฟ+ล็อกประตูเลย คือมันเป็นห้องของเค้าไม่ใช่ห้องน้ำส่วนกลาง ของจริงต้องไปแย่งกันเข้าอีกที่นึง เราเลยโชคดีเลย แหะๆ ออกมาแล้วก็ยังปวดท้องหน่อยๆ มันเหมือนมีอาการท้องเสีย แต่ว่าถึงจุดนี้แล้วถอยไม่ได้แล้ว ยังไงก็ต้องลุยต่อ เหลือเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจะปล่อยตัว ก็วิ่งวอร์มกับยืดเหยียดวนๆอยู่แถวๆนั้น ดีที่เติมน้ำใส่เป้น้ำมาแล้่วเลยไม่ต้องไปวุ่นวายตอนเช้า วอร์มจนเหนื่อย จนพัก จนไม่รู้จะทำอะไรแล้ว เค้าก็ยังไม่ปล่อยตัว เพราะว่าพระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าที่คิด และไฟฉายไม่ใช่ mandatory gear เค้าเลยจะรอให้ฟ้าสว่างก่อน ระหว่างนั้นก็เจอผู้คนที่รู้จักมากมาย ตอนแรกเจอพี่ไกด์ก่อน พี่ไกด์อาสาจะมาวิ่งลากให้ช่วงแรก แต่เราเกรงจะพาพี่เค้าไม่จบไปด้วยกันเลยปฎิเสธไป แล้วซักพักก็เจอพี่ไก่ ผู้มาวิ่งเทรลสุดท้ายก่อนกลับไปเตรียมตัวเป็นคุณพ่อ ดีใจมากมาย นึกถึงตอนวิ่งเทรลแรกด้วยกัน จนพี่ไก่หนีไปวิ่งอัลตร้าเทรลแล้ว สุดท้ายก็ได้กลับมาวิ่งระยะเดียวกันอีกได้ไงไม่รู้ ^^ แล้วก็เจอป๊อปด้วย เห็นป๊อปแล้วเขิลตัวเองมาก ป๊อปใส่เสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น สะพายเป้ผ้าธรรมดาแล้วโยนขวดน้ำลงไป แค่นี้ก็มาวิ่งได้แล้ว เราดิแบกบ้านมาเยอะแยะเลย คือเตรียมตัวไม่พร้อมก็ขอมีอุปกรณ์เยอะๆให้อุ่นในละกันเนาะ

20170218_061011

16507865_1840393402848150_998036271854409896_n
เส้นทางที่เราต้องเจอในวันนี้

ประมาณ 6:15 ฟ้าเริ่มสว่าง ก็ได้เวลาปล่อยตัว มีคนใหญ่คนโตซักคนมาพูดเปิดงาน พูดเร็วดีแปบเดียวเสร็จ แล้วก็ปล่อยตัวเลย ไม่มีกล่าวสุนทรพจน์หรือร้องรำทำเพลงอะไรให้เสียเวลา ดีๆๆ ตอนแรกก็วิ่งไปกับยุกกับป๊อป แล้วซักพักป๊อปก็สปีดหายไปในฝูงชน ทางวิ่งช่วง 4-5 กิโลแรกเป็นทางถนน มีเนินเล็กน้อย เราวิ่งเร็วกว่าที่คิดเพราะอากาศดี แถมมีคนเปิดเพลงแสงสุดท้าย ฟังแล้วฮึกเหิมมาก แล้วซักพักก็เจอพี่ไก่วิ่งตามมาทัน แล้วก็แซงผ่านไป แล้วก็ไม่เจอกันอีกเลย พี่ไกด์ก็เช่นกัน วิ่งแซงไปแล้วก็แซงยาวตลอดเส้นทางเลย แต่ไม่เป็นไร เราไม่รีบ วิ่งไปเรื่อยๆๆ ช่วงแรกๆคือถึงจะเป็นถนนแต่วิวสวยมาก มีลัดเลาะชายทะเลตลอดเลย แต่คุยกับยุกไว้ว่าจะพยายามไม่หยุดเยอะเดี๋ยวเสียเวลา เลยมีรูปมาแค่เล็กๆน้อยๆ

20170218_065208
วิ่งไปเจอวิวพระอาทิตย์ขึ้น ฟินอะ
20170218_065223
ผู้คนหยุดถ่ายภาพกัน

ตรงประมาณ กม.4 มีจุดให้น้ำโผล่เพิ่มมาจากที่บอก ดีใจมากเลยเพราะแปลว่าจากนี้ไปก็เหลือแค่ไม่ถึง 10 กม. เราจะเจอจุดให้น้ำจุดถัดไปแย้ว แต่พอพ้นช่วงถนนปุ๊บ ก็เป็นทางภูเขายาวเลย มาปุ๊บก็เจอรถติดเลย นี่ใช่ไหมที่มีคนบอกว่าให้ทำเวลาในแนวราบมาก่อน เพราะมันจะมารถติดในป่า แรกๆก็ดีใจนะ เพราะว่าวิ่งมาเหนื่อยไง ได้มาเดินช้าๆขึ้นเขาแบบที่เราชอบ น่าจะดีต่อใจ แต่ว่าพอผ่านไปซักพัก รู้สึกว่ามันจะติดเกินไปแล้วนะ เคลื่อนตัวได้ช้ามากๆเลย พอทางขึ้นไปได้ช้า พอหลุดจากตรงนั้นมาเราก็จะพยายามวิ่ง แต่พื้นเนี่ยไม่เอื้ออำนวยเลย มันเป็นหินเต็มไปหมด แล้วบางช่วงก็มีใบไม้แห้งมาปกคลุม วิ่งไปก็ข้อเท้าพลิกไป อันนี้ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ถึงแม้ขาเราจะป่วยง่อยจนใกล้พิการ แต่เรามีเอ็นข้อเท้าที่แข็งแรงมาก คืออยากพลิกก็พลิกไปเลยค่ะ อาจสะดุดล้มหน้าคว่ำแต่ยังไงไม่มีทางออกจากการแข่งขันเพราะข้อเท้าพลิกแน่ๆ (หวังว่างานต่อๆไปก็จะเป็นเช่นนี้นะคะ) พอเวลาผ่านไป ยุกเริ่มจะมีปัญหา เพราะว่ายุกไม่ได้ซ้อมทางชันมา ทำให้ขึ้นเขาแล้วเหนื่อยมาก แถมเหมือนจะมีอาการบาดเจ็บนิดๆ เราเลยยก trekking pole ให้ยุกใช้ เพราะชันขนาดนี้เรายังพอไหวอยู่ ก็สวมถุงมือแล้วโหนต้นไม้เอา ช่วยได้มากเลย แต่ว่าถุงมือมันหนาไปหน่อยทำให้ร้อนมาก พอไม่เจอทางขึ้นเขาชันก็ถอด ผ่านไปซักพัก เอ้าชันอีกละ ใส่ใหม่ กลับไปกลับมาเสียเวลาจริงเชียว

20170218_065646
นป.ไต่เขาดึ๊บๆ (ยุกถ่ายให้)

ช่วงก่อนถึงจุดให้น้ำที่กม.13 ต้องไต่เขาขึ้นๆลงๆหลายลูกเหมือนกัน แต่ว่าวิ่งลงเขาไม่ได้อย่างใจเลย เจอคนขวางอยู่ตลอด แล้วเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองรีบมากขนาดต้องไปขอทางเค้า เลยกระดึ๊บๆไปอย่างขัดใจตัวเอง รอจนกว่าจะมีคนข้างหลังขอทางเมื่อไหร่ เราค่อยแอบเกาะตามหลังเค้าไป จนประมาณกม.8 เป็นทางขึ้นเขาชันอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ซึ่งทางแบบนี้เราซ้อมมา ถึงแม้จะไปได้ไม่เร็วแต่เราไปได้เรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกแปลกๆว่ายุกหายไป เลยถือโอกาสหยุดพักกินหนม ยืนรออยู่นานจนหายเหนื่อย จนเครื่องเริ่มจะดับยุกก็ยังไม่ตามมาซักที ถามพี่ที่รู้จักเค้าก็บอกว่าไม่เจอ เลยตัดสินใจไม่รอ (เก๊าขอโต๊ดนาาาา T_T) กะว่าเดี๋ยวไปรอตรงจุดให้น้ำเลยละกัน ตอนนั้นใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมงแล้ว จะร้องไห้ ตามแผนเราอยากจะไปถึงจุดให้น้ำภายใน 2:00-2:30 นี่ยังติดแหงกอยู่ในป่าเลย

ช่วงกม.10 – กม.13นี่ผู้คนเริ่มกระจาย รถไม่ค่อยติดละ ก็วิ่งได้ แต่ว่าเริ่มเหนื่อยเพราะว่าบุกป่าฝ่าดงมายาวนานแล้ว ข้อเท้าพลิก 7-8 ครั้งได้ แถมสะดุดเถาวัลย์อีกนับครั้งไม่ถ้วน ป่าจะรกไปไหนไม่รู้ มีครั้งนึงเดินเหม่อๆแล้วพอสะดุดปุ๊บ มือมันก็คว้าต้นไม้ใกล้ๆโดยอัตโนมัติ ปรากฎว่าถุงมือติดแหงกกับต้นไม้ หันไปมอง โหวววว ต้นหนามครัช จนพี่ผู้ชายที่ตามมาข้างหลังต้องมาช่วยแกะมือออกจากหนาม ตกใจตื่นเลยอะตอนนั้น ขอนไม้ก็มีโผล่มาให้พอจะสนุกได้ อันไหนปีนได้ก็ปีน ถ้าสูงหน่อยเราก็ลอดข้ามเอา บางทีลอดมาแล้วได้ยินเสียงคนข้างหลังโวยวายว่าผ่านไม่ได้ แล้วเพื่อนเค้าก็บอกให้ข้ามสิ จะลอดทำไม ตลกดี แต่บางทีกรรมก็ตามสนองเราที่ไปขำเค้า แบบบางช่วงจริงๆมันเป็นขอนไม้ติดกันสองอันแต่เรานึกว่าเป็นอันเดียว พอลอดเสร็จปุ๊บก็เด้งตัวขึ้นเตรียมไปต่อ โขกขอนที่สองดังปั๊ก ทั้งเจ็บทั้งอาย คือพอมันรีบแล้วทุกอย่างก็ดูจะผิดแผนไปซะหมด ขาก็เริ่มล้า น้ำก็เริ่มร่อยหรอ กลัวเป็นตะคริวก็กลัว เลยกินบ๊วยกับจอลลี่แบร์เป็นหลักเลยช่วงนี้ แล้วรีบไปถึงจุดให้น้ำให้ไวที่สุด

20170218_071509
ช่วงแรกๆอยู่ ยังมีใจเซลฟี่ได้

3 ชั่วโมงเป๊ะกว่าจะถึงจุดให้น้ำ ณ จุดนั้นคือท้อถอยมาก เพราะเลยเวลาที่วางแผนไว้มาครึ่งชั่วโมงแล้ว ยุกโทรมาพอดี บอกว่าอยู่ที่ประมาณกม.11 แต่ว่าเจ็บมากจนคิดจะหยุดที่ cpกม.13 ให้เราไปก่อนเลย ในใจเราอยากจะนั่งพักรอเพื่อนมากๆจะได้ถือโอกาสพักขาไปด้วย แต่เวลาก็ไม่คอยท่า เลยเติมน้ำใส่เป้ หยิบกล้วยลูกนึงแล้วเดินไปกินไปเลย ตอนนั้นเริ่มจะสวนทางกับนักวิ่งระยะ 13K ที่เค้าวิ่งมาจากตรงหาดหวายแฉก จริงๆก็มีสวนทางกับระยะ 35K ด้วยเช่นกันเพราะว่าเราจะต้องลงไปที่ชายหาดก่อนจะกลับขึ้นมาตรงจุดเดิมอีกครั้ง ไฮไลท์ของตรงหาดนั้นคือมันเป็นจุดเช็คชิพ และจะมีแจกน้ำมะพร้าว ปีก่อนคนที่วิ่งไปถึงช้าแล้วน้ำมะพร้าวหมด แล้วนี่เราก็น่าจะอยู่กลุ่มช้า เลยไล่ถามคนที่สวนมาว่าน้ำมะพร้าวหมดรึยัง ปรากฎว่ายังไม่หมดเลยมีแรงฮึดให้รีบไปต่อ ฮ่าๆ

ทางเดินช่วงนี้เป็นถนนล้วนๆเลย แต่บางช่วงก็เป็นลาดยางดีๆ บางช่วงพื้นถนนหายไปซะงั้น ถ้าจะเดินต่อก็ขรุขระแบบมีกรวดนิดหน่อย ถ้าอยากได้ทางเรียบๆก็ต้องเสียพลังงานในการเลี้ยวออกไปข้างๆที่พื้นดีกว่า ทางมันชันมากจนเราเลือกที่จะเดินเป็นเส้นตรง เพราะไม่อยากจะเดินออกนอกเส้นทางไปให้เสียพลังงานโดยใช่เหตุ เราก้มหน้าก้มตาจ้ำๆๆๆอย่างอดทน วิ่งไม่ไหวเพราะชันมาก แต่ไม่ได้หยุดพักเลย ตอนนี้เริ่มคิดถึง trekking pole ขึ้นมา เห็นคนอื่นใช้แล้วมองตาปริบๆ มันคงช่วยได้ไม่มากก็น้อยเนาะ จ้ำไปเรื่อยๆ ค่อยๆแซงชาวบ้านไปทีละคนสองคน มาถึงระยะประมาณ กม.14 ก็มีป้ายให้เลี้ยวซ้ายเข้าป่า เจอแววดาวสาวสวยเดินสวนขึ้นมาจากทางถนนพอดี เค้าผ่านจุด CP ตรงชายหาดมาแล้ว ก็แปลว่าขากลับเราจะได้ขึ้นมาทางถนน ไม่ต้องกลับป่าทางเก่า โอเค รับรู้แล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าป่าไปตามชะตากรรม ตอนแรกๆก็เป็นป่าประมาณเดิมที่ผ่านเข้ามา รกให้ข้อเท้าได้พลิกเล่นไปอีกรอบสองรอบ แต่เริ่มไปเริ่มรู้สึกเจ็บ วิ่งไม่ได้ละ เลยอาศัยการจ้ำเอาแบบเก่า พอผ่านไปได้ซักพักก็รู้สึกเหมือนลงมาจนสุดละ แต่ทำไมไม่ได้ออกไปตรงหาดซักทีนะ

16939330_712477135600499_6836682296866806481_n
ทางหินสุดหิน -*-

โห มันคือทางหินที่ดูเหมือนอดีตเคยเป็นลำธารหรือน้ำตกนี่ล่ะ แต่ตอนนี้น้ำแห้งไป หินเยอะมากสุดลูกหูลูกตา ก้อนใหญ่บ้างเล็กบ้าง วิ่งไม่ได้เลย ต้องเดิน เดินช้าๆยังกลัวจะล้ม แถมเป็นหินแข็งๆเหยียบแล้วเจ็บมาก ช้ำไปทั้งเท้าเลย ทรมานดีจัง เอาจริงๆเราว่ามันก็สวยนะ แต่เหนื่อยและชอกช้ำมากจนไม่มีอารมณ์จะถ่ายรูป เจอคนค่อยๆแซงไปทีละคน สองคน สามคน…จนเลิกนับ ช่างเถอะ พาตัวเองไปให้ถึงก็พอ อย่าสนใจคนอื่นเลย ตรงแถวๆนี้แหละ เดินหินไป ลอดขอนไม้ไป แล้วหัวก็โขกขอนไม้อีกรอบ จนยืนมึนตึ๊บอยู่หลายวิเลย แม่งเอ๊ย ซวยจริงๆ -*-

16836096_712485052266374_4711844915241207742_o
ทางทรายก่อนถึงหาดทราย
16904908_712479395600273_2208054232424773664_o
วิวอันแสนงดงาม

ผ่านทางหินไปประมาณกิโลนึงได้มั๊ง ก็วกขึ้นทางขวากลับเข้าทางดินอีกครั้ง ค่อยยังชั่ว เดินๆๆไปได้ซักพักก็เริ่มเป็นทางทรายๆ และอากาศที่ร้อนมาก นี่เราเข้าใกล้จุด cp แล้วใช้ไหม น้ำยังเหลือแต่พลังชีพใกล้หมดแล้วนะ พอออกจากป่าแดดยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ พยายามวิ่งๆๆจะได้ไปไวๆ แต่พื้นมันเป็นทรายวิ่งแทบไม่ได้เลย ก็จ้ำๆๆๆจนถึง cp กม.17 ด้วยเวลา 4:15 ใช้เวลาไปครึ่งนึงเป๊ะ ระยะทางเกือบๆครึ่ง ใช้เวลาเกินกว่าที่คาดมาอีก 15 นาที รวมของจุดที่แล้วคือเราใช้เวลาเกินมา 45 นาทีแล้ว ดูนากาตลอดเวลา เครียดมาก แต่ ณ จุดนี้ของกินต้องมาก่อน ไหนล่ะน้ำมะพร้าวในตำนาน โหวเห็นมะพร้าวเต็มพื้นไปหมดเลย นึกว่าจะให้คนละลูก แต่เค้ารินใส่แก้วพลาสติกมาให้แฮะ แถมไม่เย็นอีกต่างหาก บอกเลยว่าเฉยๆมาก กินไป 1 แก้ว แล้วก็ขอเติมน้ำเย็นไปอีกหลายรอบ ชื่นใจกว่ามาก เห็นคนถ่ายรูปกับกองมะพร้าวกันเยอะแยะเลย ถ้าเราไม่รีบก็คงจะใช้เวลาตรงนี้ได้เยอะเลย แต่ตอนนี้แค่หยุดยืนดื่มน้ำก็รู้สึกเสียเวลามากแล้ว เลยกินแตงโมอีก 1 ชิ้นแล้วเดินเช็คชิพติ๊ดๆๆๆๆ ก่อนเดินไปหาร่มไม้ เจ็บแล้ว อยากได้สเปรย์แต่ว่าไม่มีจุดพยาบาลเลยยืมสเปรย์ชายหนุ่มที่ยืนฉีดอยู่มาใช้ แล้วหยิบ itb strap มารัด ตอนนั้นเพลียมากและเจ็บมาก ไหนๆก็นั่งแล้วก็อยากพาซันนี่ออกมาถ่ายรูป แต่เวลาไม่คอยท่าแล้วจริงๆ คิดว่าซันนี่คงเข้าใจเราเนาะ

20170218_102933
สูดหายใจหนึ่งฟรืดแล้วไปต่อ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีคนขอให้ช่วยถ่ายรูปให้ตรงชายหาด พอถ่ายเสร็จจะไปต่อเค้าก็ถามว่าจะถ่ายด้วยไหมเค้าจะถ่ายให้ ดีใจมากเลยมีคนถ่ายรูปให้แล้วเย่ ก็รีบๆๆถ่ายกันอย่างรวดเร็วแล้วชวนกันจ้ำต่อ เราก็บ่นกับเค้าว่าจะไม่ทันแล้ว เค้าบอกว่าไม่เป็นไร เดินไปก่อน เดี๋ยวค่อยไปวิ่งลงเขาเอา… โห ฟังแล้วจะร้องไห้ ถ้าจะทันเพราะวิ่งลงเขาเราก็คงไม่ทันอะนะ เพราะว่าพอมันเจ็บมันจะยิ่งลงเขาช้า ทางตรงหาดทรายสวยมากจริงๆ เป็นเวิ้งอ่าวเลยแล้วก็ต้นมะพร้าวเรียงรายสุดลูกหูลูกตา แต่ว่าทรายอันอ่อนนุ่มคงเหมาะกับการจูงมือชายหนุ่มเดินชมพระอาทิตย์ยามเช้ามากกว่าการต้องมาวิ่งหนีคัทออฟตอนใกล้เที่ยงแบบนี้

พอพ้นจากชายหาด ก็เลี้ยวขวากลับขึ้นทางเก่า เจอป้ายพร้อมลูกศรว่าระยะ 35Kให้วิ่งตรงไป แต่กลับมีริบบิ้นที่ทางแยกไปทางซ้าย งงสิครัชงานนี้ เอาไงดีหว่า แต่ก็ตัดสินใจเชื่อป้าย เดินๆวิ่งๆต่อไปซักพัก ก็เจอคนกลุ่มใหญ่มาสมทบจากอีกทางนึง ตอนแรกนึกว่าเป็นคนละระยะ แต่พอคุยกันแล้วปรากฎว่าลงระยะเดียวกันนี่ล่ะ แต่เค้าหลงทางขึ้นเขาไปเป็นกิโลเลย นี่เพิ่งจะเอะใจและวกกลับมา โห เห็นใจเค้ามากๆเลย ขนาดเราไม่หลงทางเรายังท้อใจขนาดนี้ นี่เค้าเสียทั้งเวลา เสียทั้งพลังงานเดินขึ้นเขาอีกลูก ก็เดินๆบ่นๆคุยๆกันไปเรื่อยๆ ก็เจอทางชันอีกแล้ว นึกถึงว่าขามาเราต้องไต่ถนนขึ้นมาสูงเท่าไหร่ นี่เราก็ต้องไต่ขึ้นไปให้ถึงจุดสูงๆจุดนั้นอีกรอบ เพราะต้องกลับไปสู่จุด กม.13 ตอนนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าถ้ายุก dnf ไปจริงๆคงไม่ได้ใช้ไม้เท้าแล้ว เราอยากได้มากๆเลย ท้อแท้แทบยกขาไม่ขึ้นแล้ว แต่ว่าไร้วี่แววสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปนะครัช จำได้ว่าตอนเดินขึ้นเนี่ย มีคนตามหลังเรามาเพียบ แถมเราก็แซงคนไปหลายคน แต่พอถึงทางลง ทุกคนวิ่งแซงเราไปจนหมด จนหันไปข้างหลังแล้วไม่เจอใครซักคน คิดดูดิว่ามันหดหู่แค่ไหน…

20170218_093229
รูปดูไม่ค่อยชันเลยแฮะ แต่ตรงนี้คือเนินนรกแตกขากลับจากหาดทราย

@กม.21 จุดเดียวกับกม.13 (ใช้เวลาทั้งหมดไป 5:10 ใช้เวลาจากจุดที่แล้วน้อยกว่าที่คาด 5 นาที รวมแล้วเราช้าไป 40 นาที) ไปถึงแล้วรีบโทรหายุกเลย อยู่ไหนแล้ว ปรากฎว่ายุกกลับไปเรียบร้อยแล้ว….. จริงๆเรารู้ทฤษฎีหมดทุกอย่างนะ ว่ายุกทำถูกต้องที่สุดแล้ว ถ้าเจ็บแล้วควรพอ เพื่อให้ร่างกายได้พัก ได้ฟื้นฟู ถ้าฝืนไปต่อมันอาจจะเสี่ยงให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น เวลาอ่านเรื่องราวของคนอื่นที่เค้าฝืนเราก็แอบคิดนะ ว่ามันดีแล้วเหรอที่ทำแบบนั้น แต่พอมาเจอกับตัวเอง มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมากๆนะ เพราะเราซ้อมมาเยอะมากจริงๆ (อาจไม่มากเท่าที่ควรแต่มันก็มากที่สุดเท่าที่ขาน้อยๆของเราจะรับไหว) ซ้อมมานาน แถมบางทีก็ลากคนอื่นไปซ้อมด้วยอีกต่างหาก บางคนยอมเสี่ยงหมีกัดไปซ้อมกับเรา หลายๆคนก็ส่งกำลังใจมา บอกว่าทำได้แน่นอน (ดูสังขารเราบ้างไหมมมมม) ถ้าเราหยุดไป คนเหล่านั้นจะผิดหวังไหมนะ คำง่ายๆสั้นๆว่า “สู้ๆ” ไม่รู้ว่าบางคนจะพูดแบบคิดอะไรหรือไม่คิดอะไร แต่มันสร้างพลังให้กับเรานะ ตอนที่กำลังใจเรากำลังลดลงถึงขีดสุด แล้วกลับไปนึกถึงคำพูดเหล่านั้น มันเหมือนมีอะไรมาเติมเต็มได้จริงๆนะ แม้จะรู้ว่าความหวังเหลือน้อยมากแล้วก็ตาม

ตอนนี้เราเหลือเวลาอีก 3 ชั่วโมงกว่า กับระยะทาง 14K ระยะที่เราวิ่งซ้อมในสวนยังรู้สึกว่าไกลมาก ระยะที่เราเคยวิ่งเทรลมาไกลที่สุดในชีวิตโดยใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า แต่วันนี้ ตอนนี้ เรากำลังจะวิ่งระยะทางเท่านั้นด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ เห้อ ว่าแล้วก็หันไปขอสเปรย์ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆมาพ่น (ขอแต่ผู้ชายวุ้ย ฮ่าๆ) แล้วก็หยิบแผนที่ elevation ขึ้นมาดู ก็เลยได้คุยกันว่าจากตรงนี้ไปจุดให้น้ำถัดไป ระยะแค่ 4.5K แล้วก็ทางไม่ค่อยชันนะ ไม่น่ามีขึ้นเขา แต่ว่าเหลือเวลาน้อยมากแล้วจริงๆ ชายหนุ่มก็หันมาบอกว่ารีบไปเถอะ ยังพอมีทาง แล้วก็ลุกขึ้นวิ่งหายไป… อะไรฟระ ตะกี้ยังนั่งหมดแรงท่าเดียวกันอยู่เลย อยู่ดีๆวิ่งฉิวซะงั้น เราก็เอาวะ ลองดูซักหน่อย แค่สองรอบสวนลุมทางไม่ชัน น่าจะไหว คือจุดนั้นมองทีละจุดย่อยๆเอาแล้ว มองภาพใหญ่จะแห้งตายกลางป่าได้ ฮ่าๆ ก็เลยไม่เติมน้ำเติมอะไรเลย วิ่งออกมาตากแดดได้ซักพักเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เออน่าจะกินเกลือแร่ซักขวดนะ แต่ไม่ทันละ วิ่งไปๆๆๆๆ คือปกติที่เราเจ็บ itb เนี่ย วิ่งทางราบกับทางลงไม่ได้เลย ได้แต่ทางขึ้นเขา แต่ว่าวันนั้นคือทางราบตรูก็วิ่ง วิ่งแบบไม่งอขาเอานั่นแหละได้สิบเมตรยี่สิบเมตรก็ยังดี สลับๆกับเดิน เพราะคิดถึงคำที่ใครหลายๆคนเคยพูดไว้ว่า ทางวิ่งได้ต้องวิ่ง เอ้า เอ๋วิ่งสิวิ่ง….. T_T

20170218_114143

20170218_120400

ทางระหว่างกม.21-25 มันไม่ได้มีแต่ถนนอย่างที่คิด มีผ่านเข้าสวนยาง กับป่าอะไรซักอย่าง มีเลาะๆเขาแต่ไม่ได้ขึ้นขาอะ ทางสวยมากๆเลย มีแบบใบไม้แห้งที่น่ากลัวแต่ว่าตรงนี้ไม่ค่อยมีหิน ข้อเท้าไม่พลิก วิวน่าหยุดถ่ายรูปมากมาย แต่มันไม่ทันแล้วคือไม่อยากเสียเวลาแม้ซักนาทีเดียวเพื่อถ่ายรูป มีที่ถ่ายมารูปสองรูปคือถ่ายตอนเดิน ไม่กล้าจะหยุดกดชัตเตอร์เลยด้วยซ้ำ แล้วคือมันวิ่งได้แต่มันก็ยิ่งเจ็บนะ ต้องหยุดยืดแทบจะทุกๆกิโล จนมีพี่สาวคนนึงแบ่งสเปรย์มาให้ฉีดหลายฟรืดเลย ฉีดต้นขาให้ด้วย สบายดีจัง ขอบคุณค่ะ 🙂

มาถึงจุดให้น้ำสุดท้าย ณ กม.25 ใช้เวลาไปเกือบๆ6ชั่วโมง ร่นขึ้นมาอีก 10 นาทีเลยแฮะ เหลือเวลาที่ใช้เกินไปแค่ครึ่งชั่วโมง แต่ ณ จุดนี้ จะเท่าไหร่ก็ช่างมันละ เหลืออีกแค่มินิเดียว กับเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ยังไงก็จะขอลองดูซักตั้งล่ะนะ จริงๆเริ่มปวดฉี่มาซักพักแล้ว แต่ไม่กล้าแวะเลย กลัวเสียเวลา กลัวก้มๆเงยๆแล้วเป็นตะคริว ไหนๆก็ไหนละ อั้นไปอีกซัก 2-3 ชั่วโมงคงไม่เป็นไรมั๊ง จริงๆไม่น่าจะปวดฉี่เลยเนาะเพราะเหงื่อก็ออกเยอะขนาดนี้ สงสัยเพราะเราดื่มน้ำเข้าไปเยอะมาก กลัวเป็นตะคริว จริงๆตะคริวเป็นยังไงก็ไม่รู้จัก เคยแต่ได้ยินเค้าบอกๆมา รู้ว่าไม่ควรจะเจอเป็นดีที่สุดล่ะเนาะ ^^ station นี้คืิอเตรียมตัวเหมือนจะไปออกรบ เติมน้ำจนเต็มเป้ ขนขนมทุกอย่างที่จะกินมาไว้ตรงช่องข้างหน้า เพราะคิดจะลุยรวดเดียวจบไม่มาพักหยิบของแล้ว แล้วก็หยิบข้ามต้มมัดจาก cp แล้วออกเดินต่อ เดินไปกินไปนี่ล่ะ มาเทรลนี้ตอนแรกก็หวังว่าจะมีโมเม้นแบบว่า เข้า cp นั่งกินอาหาร บลาๆๆ นี่คือรีบจนไม่ได้นั่งพักเล้ยยยย ลุยๆๆๆ

เดินไปกินข้าวต้มมัดไป หนักท้องดีจัง แต่ว่าต้องเดินย่อยอีกนานแน่เลย กลัวจุก พอมองนากาแล้วทำไงรู้ปะ ร้องไห้ ฮ่าๆๆ บ้าไปแล้ว โชคดีนะที่ใส่แว่นกันแดด คนแถวๆนั้นเลยไม่สังเกต จริงๆร้องตั้งแต่เห็นว่าวิ่งมาได้ 25K ตั้งแต่ก่อนเข้า cp ตะกี้ละ คือแบบ มันคือจุดที่เกินระยะที่เคยวิ่งมาได้ตลอดชีวิตเลยนะเฟร่ยยยยยย (ซ้อมแค่ 24K ยังมีหน้ามาภูมิใจ) แล้วระยะที่เคยซ้อมได้มันก็เป็นถนน นี่มันป่านะ แล้วเราผ่านอะไรมาแล้วบ้าง ภูเขาสูง กรวด หิน กองใบไม้ เถาวัลย์ ข้อเท้าพลิก ต้นหนาม ขอนไม้ เนินนรก หาดทราย ทะเล น้ำตก แดด กับระยะทางที่มากขนาดนี้ มันเกินกว่าที่เราคิดว่าเราจะผ่านมันมาได้ คือก่อนหน้านี้ก็รู้แค่ว่า ตรูจะมาวิ่ง35โล รู้แค่เลข35 ไม่รู้ความรู้สึกว่ามันเป็นยังไง นี่ที่ผ่านมาทั้งหมดมันสุดๆจริงๆ ก็รู้ว่าถ้าซ้อมเยอะกว่านี้ ร่างคงไม่แหลกขนาดนี้ (นี่มัวแต่ซ้อมแหลก ร่างเลยแหลกแทน) แต่เรามาไกลเกินกว่าจะถอยกลับแล้ว หนทางข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง รู้แต่ว่าไม่มีสบายๆแน่นอน จะเข้าทันเวลาไหมก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าทำได้ขนาดนี้ก็ภูมิใจมากแล้ว ที่เหลือคือกำไรชีวิต ทำให้ดีที่สุด ไปให้ได้ไกลที่สุด ให้เร็วที่สุด ถ้าใจเราทัน แต่เราเข้าไม่ทันเวลา มันก็ควรจะทันใช่ปะ ถ้างั้นก็ลุยยยยย

16602728_1840323256188498_8970251445781457563_n

กลับไปส่อง elevation map อีกรอบ เราจะเจอกับเขาลูกเล็กๆน่ารักๆลูกนึง กับเขาลูกใหญ่บิ๊กเบิ้มกว่าที่เคยผ่านมาทั้งหมดอีกลูกนึง แต่ด้วยเราไม่มี trekking pole แล้ว เลยจะหาเอาไม้ไผ่ข้างทางนี่ล่ะ แต่ว่าเดินหาซักพัก (มองหาที เพซก็ตกไป 20 ปลายๆ ตกใจเลย) ก็หาไม่เจอ คือสั้นไปบ้าง ยาวไปบ้าง อันที่ยาวพอดีก็ดันมีหลายกิ่งก้าน ไม่มีแบบตรงๆยาวๆสวยๆเลย สรุปว่าช่างมัน เราจะไปด้วยขาสั้นๆของเราตลอดเส้นทางนี่ล่ะ ตัวช่วยไม่ต้องละ ก็รู้สึกว่าขึ้นเขาสูงเชียว เหนื่อย แล้วก็วกลง (ถึงขนาดวานให้คนอื่นเก็บแว่นกันแดดลงเป้ให้ เพราะคิดว่าคงลงยาวๆแล้ว กลัวเดี๋ยวแว่นหล่นไปจะไม่มีปัญญาเก็บ) แล้วก็ได้ยินเสียงพิธีกรในงาน ก็งงว่าสรุปว่าเราผ่านเขาลูกใหญ่มาแล้วเหรอ คุยกับคนที่หลุดมาเพซเดียวกันก็งงๆด้วยกัน ซักพักก็หลุดจากเขาออกมาถนน เราก็งงหนักเพราะระยะในนากายังไม่ถึง 30K เลย หรือเค้าเปลี่ยนเส้นทางเหรอ แล้วก็มากระจ่างตอนที่ต้องเลี้ยวห่างออกไปจากเสียงนั้น โอเค เขาลูกใหญ่ยังรอเราอยู่ ตอนนั้นเฝ้ารอมากๆที่จะได้ขึ้นเขาลูกนั้น เพราะนั่นแปลว่าความทรมานใกล้จะจบลงแล้ว แต่ไม่เลย เราต้องวิ่งไปตามถนนโล่งๆร้อนๆที่เป็นเนินตลอดทางไปอีกประมาณ 2K ไม่ชอบเลย ยอมไต่เขายังจะดีซะกว่า แต่ในเมื่อชีวิตมันเลือกไม่ได้ก็ต้องสู้ต่อไป หยุด squat ทุกๆร้อยเมตร ให้เปลี่ยนกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานบ้าง เป็นการ squat ที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เพราะมันทำให้เราหายเจ็บปวดส่วนอื่น ตอนนั้นเหมือนอาการเจ็บ itb จะหายไป หรือมันเจ็บจนชาอันนี้ไม่แน่ใจนะ แต่คือมันปวดไปทั้งขา จนร่างกายโฟกัสที่ส่วนนั้นแทนละ ระหว่างทางก็เจอหลายๆคนนั่งพักอยู่ เค้าบอกว่าพักแปบ ขาไม่ไหว เห็นแล้วอยากจะขอไปนั่งด้วยเลย แต่ว่าถ้าเราพัก แต่เวลาไม่ได้หยุดพักตามนะ ก็เลยกัดฟันเดินต่อ ตอนที่กำลังใจเริ่มแห้งเหือดนั้นเอง เราก็ได้รับน้ำใจน้อยๆที่น่ารักจากน้องๆชาวบ้านที่เตรียมน้ำมาให้ข้างทาง น้ำไม่มีความเย็นเลย แต่ว่ามันอร่อยมาก ตื้นตันมาก น้องยอมร้อนเพื่อมารอแบ่งปันน้ำให้กับพี่ที่น่ารักแบบเรา ซึ้งอะ แต่ไม่มีเวลาแวะถ่ายรูปกับน้องเลยเพราะพี่รีบจริงๆนาาาาา

จนกม.31 ค่อยจะได้ขึ้นเขา ตรงนี้เจอสมาชิกหลายคนเลยกำลังโดนกับดักภูเขาอยู่ ยืนเหนื่อย แต่ภูเขาคือสิ่งที่เรารอคอย ก็ค่อยๆเดินผ่านไปทีละคนสองคน แต่เอ๊ะมันเป็นภูเขาโล้นจัง เลยหยุดวานให้พี่ที่พักข้างทางช่วยคุ้ยแว่นกันแดดออกมาใส่ หลังจากที่วิ่งกลางแดดจ้ามาหลายกิโลแล้ว พอใส่แว่นแล้วก็โอเคละ ไต่ต่อ แต่ไต่ได้ไม่ถึงร้อยเมตรมั๊ง ก็เข้าเขตป่ามีต้นไม้หนาทึบ เซ็งงงงงงง ไม่ก่งไม่เก็บแว่นกันแดดมันละ พอเก็บก็ดันเจอแดด พอเอาออกมาดันมีร่มไม้ละซะงั้น ช่างมันเอาเสียบๆไว้ตรงเป้น้ำก็ได้ ส่วนนี้เป็นทางชันยาวประมาณเกือบๆ 2K ดูจากรูปมันคือเขาลูกใหญ่ แต่พอมาเดินจริงมันไม่ได้รู้สึกยากกว่าถนนเนินนรกตอนจะลงหาดทรายเลยนะ อาจเป็นเพราะมันเป็นป่าที่ร่มรื่นที่เราชอบ หรือเพราะว่าเราโหยหาทางชันมาตั้งแต่ตะกี้แล้วก็ไม่รู้ เดินได้ช้ามาก แต่พยายามจะไม่พัก ถ้าไม่ไหวจริงๆ เดินหนึ่งก้าวก็จะหยุดสูดลมหายใจสองฟรืดแล้วไปต่อ ตะโกนบอกตลอดเวลาว่าใครจะแซงบอกด้วยนะคะเดี๋ยวหลบทางให้ แต่ไม่มีใครแซงเลย ฮ่าๆ ตอนนั้นทุกคนคือสุดๆแล้วจริงๆ พอถึงใกล้ๆยอด โหมีขอนไม้มาอีกละ ขากำลังจะหมดแรงเลย ดีนะเจอขอนไม้ พอเราข้ามปุ๊บ ก็แอบนั่งพักสองวิแล้วค่อยลง ผ่านไปหนึ่งขอน สองขอน กระโดดลงตุ๊บ ตะคริวมาครัช รู้เลยแบบไม่ต้องเคยเป็นมาก่อน ปวดมาก แบบไปต่อไม่ไหวแล้ว ทำตัวไม่ถูกด้วย เลยขอความช่วยเหลือจากพี่ที่เดินตามมา แล้วเป็นตรงไหนไม่เป็นนะ ตะคริวขึ้นก้น ดีจริงๆ -*- พี่ผู้ชายก็ไม่กล้ามาจับเรา ต้องรอเพื่อนเค้าผู้หญิงมา แล้วทางตรงนั้นก็แคบ เราก็ขยับหลบไม่ไหว สรุปคือทำเค้ารถติดกันเป็นขบวน เสียเวลาไปเป็นนาทีเลย T_T ตอนนั้นคือคิดไว้แล้วว่า หยุดเสียเวลานานขนาดนี้คงเข้าไม่ทันแน่ๆแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว ช่างมัน ร่างกายไม่พร้อมเอง แต่ไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้คนที่มีน้ำใจมาช่วยเราเข้าไม่ทันไปด้วยเลย ถ้าเค้าเข้าไม่ทันเราคงเสียใจยิ่งกว่าที่เราเข้าไม่ทันซะอีก แต่ดีที่แปบเดียวเราก็ดีขึ้น เค้าก็ไปกันต่อ เราก็ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ คราวนี้ไม่ค่อยกล้าไปไวมากละ จนถึงทางลง กลุ่มผู้มีพระคุณก็ชะแว๊บหายกันไปอย่างรวดเร็ว เย่

ตอนนั้นคือไปอย่างไม่รู้อนาคตแล้วเพราะไม่รู้ระยะเกินหรือขาด เหลือหนทางที่ต้องไปอีกเท่าไหร่ จริงๆทางลงเขาลูกสุดท้ายนี่น่าซิ่งมากๆเลย กว้าง ชัน เป็นกรวดเล็กๆพอให้ไหลๆ แต่ว่าไม่ได้ลื่นไถลแบบโคลน ถ้าไม่เจ็บนี่คงลงปรื๊ดอย่างรวดเร็ว แต่ว่าสำหรับวันนั้น ทุกย่างก้าวที่ลงเขามาตลอด2K มันคือความเจ็บปวดและทรมาน แต่ว่าคัทออฟใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ไม่สามารถเดินต่อนยอนได้เหมือนทุกครั้ง แต่ว่าถ้างอขาปุ๊บจะเจ็บเลย เลยต้องใช้วิธีสไลด์ข้างลงมา ซึ่งก็เจ็บอยู่ดีแต่เจ็บน้อยหน่อย ตอนนั้นคือคนที่วิ่งมาพร้อมๆกันถ้าไม่เจ็บก็จะแว๊บปลิวหายไปหมด เหลือแต่สามสาวที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่ว่ามาร่วมชะตากันกะเผลกๆลงเขามา นึกแล้วก็น่ารักดีนะ มิตรภาพในพงไพร ใครมีเทคนิคอะไร ท่าไหนที่ลงแล้วไม่เจ็บก็เอามาแบ่งปันกัน นี่แหละนะสเน่ห์ของการวิ่ง ทุกคนมีเส้นชัยเป็นของตัวเอง ไม่ต้องไปแก่งแย่งเอาชนะกัน ทุกคนช่วยเหลือกันตลอด พอลงมาถึงถนนแล้ว ตอนนั้นไม่คิดอะไรแล้ว เพราะเหลือเวลา 2-3 นาที แต่มองไม่เห็นเส้นชัย รู้แค่ว่าใกล้มากๆแล้วแต่มันไม่ถึงซักที แถมจะเลี้ยวผิดซอยอีกต่างหาก -*- ตอนวิ่งผ่านหน้าวัดสลักเพชรนะ คนแถวนั้นปรบมือเชียร์กันใหญ่เลย (อาจจะคิดว่ามาถึงซักทีนะ ทำไมวิ่งนานขนาดนี้ ฮ่าๆ) สุดท้ายเข้าเส้นชัยมาเป็น finisher ผู้หญิงคนสุดท้ายของระยะ 35K เลยเชียว ด้วยเวลา 8:35:35 เลขสวยมาก ไปแทงหวยได้ 😉

20170218_150138
ชักภาพร่วมกับพี่โอ๋ ผู้ร่วมเดินทางฝ่าฟันด้วยกันมาในช่วงท้ายๆ

ตอนเข้าเส้นมีดราม่านิดหน่อย เพราะตอนเราวิ่งมามีรถวิ่งสวนไปบอกว่าเค้าเลื่อนเวลาคัทออฟให้ จากบ่าย 2:45 เป็นบ่ายสาม แล้วคือเราเข้ามา 2:50 มันก็ทัน ตอนวิ่งเข้าเส้นชัยมาเค้าก็ประกาศว่าได้ พอเดินไปจริงๆเค้ากลับบอกว่าเกินเวลา ตอนนั้นคือไม่สนใจอะไรละ ขอนั่งพักก่อน แสงแดดแรงกล้ามาก ก็ได้พี่ไกด์ กับพี่เหมี่ยว ที่ไปช่วยคุยกับเค้ามาว่า อ้าวไหนพิธีกรประกาศว่าเลื่อน คนแจกเหรียญก็ดูงงๆ เหมือนประสานงานกันไม่ดี แล้วเค้าก็บอกให้เช็ค chip time ดู พอเราเปิดเว็บเช็คดู ผลมันก็ยังไม่เข้ามา แถมทั้งไลน์ ทั้ง fb messenger ทั้งสายเข้า เยอะแยะมากมายไปหมด มึนงงว่าจะทำอะไรก่อนหลัง แต่สุดท้ายเค้าก็บอกว่าได้ (เออนั่นสิทำไมได้นะ จำไม่ได้ละ ตอนนั้นชุลมุนมาก)

วันนี้ได้รับน้ำใจตลอด 35K ที่ผ่านมาเยอะมากๆ ทั้งความช่วยเหลือในการหยิบสิ่งของ การร่วมพูดคุยปรับทุกข์ รวมทั้งช่วยเหลือและให้กำลังใจกันและกัน ได้รู้ว่าในยามที่ร่างกายอ่อนล้าถึงขีดสุด กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญไปไม่ยิ่งหย่อนกว่ากำลังกายเลยนะ แถมก็ได้เพื่อนใหม่กลับมาหลายคนเลย ดีจัง 😉

ขอยกให้เทรลนี้เป็นเทรลแรกที่เป็นเทรลจริงๆในดวงใจ ด้วยเส้นทางที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของเกาะช้าง ที่ทีมผู้จัดบอกว่าเค้าแทบไม่ได้ปรับแต่งเส้นทางอะไรเลย ให้นักวิ่งได้วิ่งไปในบรรยากาศที่เป็นเกาะช้างจริงๆ (และข้อเท้าพลิก ฮ่าๆ) ป่าคือป่าดิบๆ สภาพแท้ๆของมัน ซึ่งเราเลือกเองที่จะเข้าไป เราก็ต้องยอมรับในความยากของเส้นทาง และยินดีมากๆที่ไม่ได้ไปทำลายธรรมชาติอันสวยงามแบบนี้ เรื่องจุดให้น้ำที่น้อย เรื่องนี้มองข้ามไปได้เพราะเราคิดว่ามันเป็นข้อที่ทำให้ตัวเราแกร่งขึ้น รู้จักวางแผนมากขึ้นเพื่อจะเอาตัวรอดในข้อกำหนดเหล่านี้ ตราบใดที่เค้าบอกเรามาตั้งแต่ต้น อาจมีไม่ชอบใจที่ไม่เจอหน่วยพยาบาลเลย ถ้าเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงก็คงแย่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานี่ถ้าเราพกสเปรย์ไปเองก็คงไม่มีอะไรมาก เรื่องริบบิ้น คนหลงทางกันเยอะแต่สำหรับเราไม่มีปัญหา เราคิดว่ามันค่อนข้างเยอะพอสมควร ส่วนเรื่องมารยาทและจิตสำนึกของนักวิ่ง ยังเจอขยะรายทางบ้าง แต่น้อยมากๆ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากๆในการได้มาวิ่งเทรล (เทียบกับการหนีไปวิ่งมินิมาราธอนในกรุงเทพมาเมื่อปลายปีที่แล้ว เซ็งกับมารยาทแย่ๆของนักวิ่งในเมืองกรุงมาก) แถมอาหารก็อร่อยทุกอย่างเลย ชอบ น้ำในแต่ละจุดก็ไม่ขาดแคลน แม้บางจุดจะไม่ค่อยเย็น ถือว่ารับได้ และสุดท้ายที่ประทับใจมากๆ คือน้ำใจที่ได้รับระหว่างทาง จากชาวบ้านที่มายืนเชียร์ และน้องตัวน้อยที่มาแบ่งปันน้ำให้กิน น่ารักมากๆเลย รักเกาะช้างนะ จุ๊บๆ

20170219_070956

พอวิ่งจบก็คิดไว้(จริงๆคิดตั้งแต่ระหว่างวิ่งแล้ว)ว่า ระยะนี้มันเกินตัวมากไปจริงๆ ถ้าวิ่งซัก 20K น่าจะยังชิลๆได้อยู่ เข็ดแล้ว กลัวแล้วกับการวิ่งไกล ไม่เอาแล้ว แต่ด้วยการงานที่คั่งค้าง ทำให้เวลาล่วงเลยมา 1 สัปดาห์กว่าจะได้เขียนเรื่องราวนี้ ตอนนี้เราหายเข็ดแล้ว กำลังมองหางานวิ่งต่อไปอยู่ บ้าไปแล้วใช่ไหมเนี่ย แต่ต้องซ้อมเยอะๆนะ จะได้ไปวิ่งให้สนุกกว่านี้เนาะ ^^

16465750_1847723925503295_1844394501775294464_n

Special thanks…
ขอบคุณ…เจล ที่ชวนเราไปวิ่งเทรลแรกที่เขาอีโต้ เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับเราที่วันๆวิ่งซ้อมแค่ในสวน
ขอบคุณ…พี่ต้อย รุ่นพี่ finisher เกาะช้าง สำหรับคำแนะนำเรื่องเส้นทางวิ่ง
ขอบคุณ…โจ้ พี่ตี้ พี่ไก่ สำหรับคำแนะนำเรื่องการเตรียมพร้อมร่างกาย ท่าเวทต่างๆ
ขอบคุณ…พี่เอ๋ กับพี่จิม และพี่เอก ผู้สอนเทคนิควิ่ง downhill มาให้ ถ้าไม่มีพี่ๆเราคงไม่ได้สนุกกับการวิ่งลงเขาขนาดนี้
ขอบคุณ…ยุก ที่ยอมมาสมัครด้วยกัน และฟังเราบ่นกังวลตลอดเวลาหลายเดือน จนถึงวันแข่ง การมีเพื่อนไปร่วมทางกันมันดีจริงๆ ไว้อีก 3 ปีเราไปซ่อมกันใหม่นะ ^^
ขอบคุณ…ป๊อป พี่ไกด์ พี่ไก่ เหล่านักรบร่วมทาง 35K สำหรับกำลังใจหน้าเส้น start ที่มีมาให้ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยตลอดทาง ฮ่าๆ ทุกคนเก่งมากๆ
ขอบคุณ…พี่ไกด์ กับพี่เหมี่ยว ที่ไปช่วยไฝว้ช่วงชิงเสื้อ finisher มาให้
ขอบคุณ…พี่ดวง ที่เป็นห่วงเป็นใยน้องคนนี้เสมอมา ^^
ขอบคุณ…พี่โตโต้ สำหรับแผนการซ้อม (ที่สุดท้ายน้องก็ทำไม่สำเร็จ T_T) และแรงบันดาลใจที่มีให้นะคะ
ขอบคุณ…ทุกๆคนที่ร่วมซ้อมเป็นเพื่อนเรา ทั้งสวนลุม บันไดหนีไฟ หรือป่าดงพงไพร ซึ้งใจในน้ำใจยิ่งนัก
ขอบคุณ…น้ำตาที่เสียไป ในวันที่ไม่ผ่าน qualify ตะนาวศรี มันเป็นพลังให้เราฮึดและกลับมาสู้เพื่อเสื้อ finisher ตัวนี้
ขอบคุณ…ทุกๆคำสงสาร หรือสมเพช หรือเหยียดหยัน ว่าบาดเจ็บบ่อยขนาดนี้ยังไม่เลิกวิ่งอีกเหรอ คำพูดเหล่านี้มันสร้างพลังฮึดให้กับเรามากกว่าที่คิดนะ
ขอบคุณ…ทุกๆกำลังใจที่ส่งมา ทำให้รู้ว่ามีคนเห็นห่วงเรามากกว่าที่เราคิด สิ่งเหล่านี้เป็นพลังฮึดเฮือกสุดท้ายที่เราไม่เคยคิดว่ามันมีอยู่ ขอบคุณมากๆนะครัช thank you three times

20170219_073522

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s