เชียงดาวในม่านหมอก – – – Chapter3 – – – Till we meet again

ตอนนั้นสองจิตสองใจว่าจะขึ้นยอดดอยเช้าวันกลับดีไหม เพราะว่าวันที่สองใช้ขาหนักมาก ใจนึงก็กลัวจะบอบช้ำ ถ้ายังหาเรื่องไปเสี่ยงเพิ่มอีก แต่อีกใจนึงก็อยากจะไปให้มันสุดทางไปเลย ทริปนี้เหลือแค่ทะเลหมอกอย่างเดียวก็จะสมบูรณ์แบบทุกอย่างแล้ว

จริงๆมีอีกเรื่องที่กังวลคือกลัวฝนตก ดูพยากรณ์อากาศก่อนมาเค้าบอกมีฝน20% จะรอดไหมหนออีกวันเดียว ตอนกราบหมอน(จริงๆคือปลอกถุงนอน)ก่อนนอนเลยขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าขอให้ฝนไม่ตก แล้วจะมุ่งมั่นตั้งใจขึ้นยอดดอยวันกลับเป็นการตอบแทน (เกี่ยวไหม แหะๆ)


ตื่นมาประมาณตีสาม เราไหลไปกองอยู่ตรงปลายเท้าตามเคย พอกระดึ๊บๆกลับขึ้นมาที่เดิม … เสียงอะไรนะ … ใช่เลยจร้า เสียงฝนตกกระทบเต๊นท์ ไม่หนักมากแต่ก็ไม่เบา จะร้องไห้ T_T แต่ยังร้องไม่ได้ เพราะน้ำซึมเข้าเต๊นท์ ทั้งจากข้างๆและข้างล่าง ต้องขนสมบัติทุกอย่างมาไว้บนถุงนอนรองนอน และไม่ให้ไปชนตัวเต๊นท์ด้วย ที่นอนเลยยิ่งเหลือน้อยเข้าไปใหญ่ ต้องนอนขดตัวเอา แล้วรีบข่มตานอนต่อเพื่อเอาแรง…

ตื่นมาอีกครั้งตอนนาฬิกาปลุกประมาณตีสี่ครึ่ง ฝนหยุดตกแล้ว เลยเดินออกมานอกเต๊นท์ อากาศเย็นชื่นใจดีจัง แต่ว่าพอมองขึ้นไปบนฟ้าแทบไม่เห็นดาวเลย มีแต่เมฆเต็มไปหมด ในใจก็คิดว่าแล้วทางขึ้นยอดดอยจะเป็นยังไงเนี่ย ต้องลื่นมากแน่ๆ คงจะเดินไม่สนุก อีกใจก็หวังว่าบรรยากาศหลังฝนตกน่าจะเป็นจุดกำเนิดทะเลหมอกได้ดีมากๆ แต่นั่นก็ไม่เสมอไปอีก สุดท้ายพอชั่งน้ำหนักแล้วเราก็พ่ายแพ้ให้กับความกลัวสิ่งที่ยังไม่เห็น เรากลัวว่าถ้าเสี่ยงขึ้นไปแล้วเจอวิวเหมือนคืนวันแรก เลยตัดสินใจกลับเต๊นท์นอนต่อ

dsc09304
รูปหมู่ ที่แต่ละคนเหมือนไม่ได้มาด้วยกันเล้ย ทำท่าอะไรไม่มีนัดกัน

ตอนเช้าตื่นมาก็กินข้าวแล้วเก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับ ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวามาก ถ่ายรูปหมู่กันเล็กน้อยแล้วค่อยๆออกเดินทาง แรกๆก็เดินแวะถ่ายภาพ พอพ้นกิโลแรกทางมันจะเริ่มเป็นดาวฮิลล์ละ เราก็ซ้อมวิ่งลงเขา (ใช่ค่ะ พร้อมด้วยสัมภาระหกเจ็ดโลบนหลัง) เทรคกิ้งโพลที่เป็นหมันมาตลอดทริปก็เพิ่งจะได้ออกมาดูโลก

ถึงสามแยก ก็นั่งพัก เจอคนที่มากับอีกทัวร์แบ่งผลไม้ให้กินด้วย หวานอร่อย ใจดีมากเลย เค้าบอกว่าตอนเช้าขึ้นไปบนยอดดอยมาอีกครั้งด้วย ไม่มีคนเลย มีแต่ทะเลหมอกงดงาม T_T

ณ ตอนนั้นเอง ก็มองหน้ากับโต๋ แบบว่าพวกเราพลาดแล้วววววว ถ้าตอนเช้าหนักแน่นกว่านี้ก็ได้เห็นของดีแล้ว แต่มันก็ดีนะ เพราะมันทำให้เราแน่ใจว่าเราจะต้องกลับมาเยือนดอยหลวงเชียงดาวแห่งนี้อีกครั้งในไม่ช้า เราจะต้องมาเห็นทะเลหมอกจากบนยอดดอยหลวงเชียงดาวด้วยตาเราเองให้ได้

dsc09333
ดงกล้วยยักษ์ที่มีตำนานอันน่าสะพรึงกลัว ตอนนั้นก็พยายามทำตัวสำรวมแล้ววิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว…
dsc09337
จะออกไปแตะขอบฟ้าาา ♪♪♪ (ถ้าไถลลงไปอาจได้พุ่งสู่ความเวิ้งว้างของท้องฟ้าจริงๆ) ว่าแต่ทางชันๆแต่เราก็ยังมีรูปเผลอๆ ดีจัง 😛

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงเวลาหฤหรรษ์ ทางเดินจากนี้คือชันๆลื่นๆทั้งนั้นเลย ทางค่อนข้างอันตรายแต่วิวก็สวยจนลืมเหนื่อยเหมือนกันนะ ตอนแรกพยายามเกาะติดพี่ลูกหาบคนนึง แต่พอทางเริ่มยากเราก็เริ่มช้า ส่วนพี่เค้ายังคงเดินเนิบๆด้วยความเร็วเท่าเดิม เราเลยต้องลาจากกันไป ซิ่งลงเขาก็หนุกดีนะ อารมณ์ประมาณว่าถ้ามันจะลื่นแล้วเราก็ไปต่อเลย ให้มันไถลลงไปเร็วๆเลย ดีกว่ามาเกร็งขากลัวล้ม มันจะทำให้เมื่อยมากกว่า ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมง 42 นาที กับการกระจัด 7 กิโลเมตร และความสูงที่ลดลงมาประมาณ 900 เมตร เส้นทางนี้ที่คราวก่อนเรากลัวมาก เพราะมันชันและลื่น แต่วันนี้เรากลับสนุกไปกับมัน (เปลี่ยนใจง่ายจังเนาะ) ฮ่าๆ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ ไม่แน่นอน ก็ไม่แน่ว่าอีกหลายๆปีข้างหน้าเราอาจจะไม่ชอบเดินป่าแล้วก็ได้ หรืออาจจะบ้ากว่าเดิมก็เป็นได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องของอนาคตอะเนาะ แต่ตอนนี้เรายังมีความสุขกับชีวิตที่ได้สัมผัสธรรมชาติ ได้อยู่กับตัวเอง ได้ท้าทายความสามารถตัวเองแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความไม่แน่นอนนี่เองที่เป็นข้อเตือนใจให้กับตัวเองด้วยว่าตอนนี้อยากทำอะไรก็รีบทำไปเลย บางทีโอกาสก็ไม่ได้เข้ามาบ่อยๆหรอก โชคชะตาอาจจะเหวี่ยงให้เราไปเจออะไรที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นไปได้ ดังนั้น มีโอกาสอะไรจงรีบทำ เนาะ ^^

dsc09339
หม่ำไอติมเย็นชื่นใจ แท่งละ 10 บาทเอง มีแอบถามพี่เค้าเรื่องดอยสามพี่น้อง สรุปว่าเป็น ช 1 ญ 2 นะก๊ะ ส่วนรายละเอียดของตำนานพี่เค้าก็ไม่แน่ใจ ไว้คราวหน้าค่อยไปหาคำตอบเพิ่ม
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s