ออกเดินทางครั้งใหม่กับหัวใจดวงเดิม –(1)– อีกครั้งกับภูกระดึง

ไปภูกระดึง?

เคยแล้วไม่ใช่เหรอ

จะไปอีกทำไมอะ

ไปเที่ยวที่ใหม่ๆไม่ดีกว่าเหรอ

ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำอธิบายมาตอบยังไงดี
รู้แค่ว่าในใจมันเรียกร้องว่า…

ภูกระดึง ไปกี่ครั้งก็ยังไม่พอ ^^


ก่อนวันเดินทางหนึ่งสัปดาห์ เกิดการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงในชีวิตของเราและของคนไทยทุกคน ตอนนั้นคิดเลยว่าทำไมต้องมามีทริปช่วงนี้นะ บรรยากาศแบบนี้คงไม่มีอารมณ์เที่ยวแล้ว ไปแล้วจะเหมาะสมรึเปล่า จะสนุกรึเปล่า กังวลไปต่างๆนานา

แต่พอมาคิดได้ว่า ถึงเราจะเศร้าโศกเพียงใด แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปให้ได้ ถ้าเราเป็นท่าน เราก็คงอยากให้ลูกๆดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปและไม่อยากให้แผนการในชีวิตของต้องสะดุดจนเกินไปนัก แต่จะให้เราไปเที่ยวสนุกสนานเฮฮาเหมือนทุกครั้งก็คงทำใจยาก การไปภูกระดึงครั้งนี้เลยได้จุดมุ่งหมายเพิ่มมา ๒ ข้อ คือจะไปตามหาต้นสนที่ในหลวงทรงปลูกไว้บนภูกระดึง และตั้งใจจะทำดีเล็กๆน้อยๆถวายในหลวง โดยการเก็บขยะลงมาทิ้งข้างล่าง แม้จะดูไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นสิ่งที่เราพอจะทำได้ในตอนนี้แล้ว ^^

00

ออกเดินทางคืนวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๙ ด้วยสายการบิน 😛 แอร์เมืองเลย ขนาดว่าออกเดินทางก่อนวันหยุดยาว ๑ วัน แต่บริเวณขนส่งหมอชิต ๒ ก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ห้องน้ำนี่คิวยาวมากจนทนต่อคิวไม่ไหว ต้องเก็บไปเข้าบนรถเลยทีเดียว

ขึ้นรถแล้วก็นอนยาวเลย ตื่นมาอีกทีตี ๔ กว่า ก็ถึงจุดหมายปลายทางแรกของเรา…ผานกเค้า เราลงไปเตรียมตัวสำหรับเช้านี้กันที่ร้านเจ๊กิม ที่เป็นร้านอาหาร-ของฝาก แล้วเค้าปรับร้านเค้าสำหรับให้นักท่องเที่ยวตาดำๆได้พึ่งพิง มีห้องน้ำ-ห้องอาบน้ำ-อ่างล้างหน้า และที่นั่งที่รองรับคนได้เป็นร้อยๆคนฟรีเลยทีเดียว เราก็เริ่มโหลดขนมปัง(ที่รถทัวร์แจก)ก่อนเลย แล้วค่อยไปล้างหน้า แปรงฟัน (ลำดับงงๆนิดนึง แต่ก็ทำตามนั้นจริงๆนะ เหะๆ) ทาครีม แล้วก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกายพร้อมเดินขึ้นภู…

ประมาณตี ๕ กว่าๆรถสองแถวแดงก็มาจอดรอแถวๆหน้าร้าน เราก็เดินไปขึ้นได้เลย จะมีคนคอยจัดคิวให้ว่ากลุ่มเรากี่คนจะต้องไปขึ้นคันไหน ค่ารถก็คันละ ๓๐๐ บาท จุคนได้ ๑๐ คน แต่ถ้าคนไม่ครบก็ต้องหารมาจ่ายคนขับให้ได้ ๓๐๐ นั่นแล -*-

เกือบๆ ๖ โมงเช้า ก็มาถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึง แต่ว่ากว่าจะเริ่มทำการใดๆได้ก็ต้องรอเวลาเปิดทำการ ๗ โมง จะต้องจ่ายค่าเข้าอุทยานคนละ ๔๐ บาท ติดต่อเรื่องเต๊นท์ที่พัก (จองออนไลน์มาแย้ว) จ่ายค่ามัดจำขยะ (จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่ต้องเอาขยะกลับลงมากลุ่มละ ๑ กิโลกรัม ก็จะได้มัดจำคืน) และไปชั่งน้ำหนักสัมภาระที่จะฝากลูกหาบนำขึ้นไปให้ ราคากิโลกรัมละ ๓๐ บาท ถือว่าถูกมากๆเลยนะถ้าเทียบกับการต้องแบกสังขาร + แบกสัมภาระไต่ความสูงขึ้นไปประมาณ ๑ กิโลเมตร ระยะทางเดินไปจนถึงจุดกางเต๊นท์วังกวางทั้งหมดก็เกือบๆ ๙ กิโล

มาภูกระดึงครั้งที่สองนี้เราจัดเต็มมาก แบกเป้เอง ขนทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์กันหนาว กันฝน กล้อง เลนส์ส์ส์ ขาตั้งกล้อง พาวแบงค์ แบตสำรอง action cam เรียกได้ว่าขนอุปกรณ์ electronic มาหมดบ้านเลยมั๊ง แอบไปชั่งน้ำหนักกับตาชั่งที่เค้าชั่งสัมภาระลูกหาบ เป้เสื้อผ้าก็ ๗ โลละ บวกกับใบเล็กอีกก็ประมาณ ๑๐ โล แล้วนี่แกจะแบกของเองนะเฟร่ย เตี้ยก็เตี้ย บอบบางก็บอบบาง ไม่ได้มีความเจียมสังขารเลยแม้แต่น้อย เพราะรอบแรกจำได้ว่าเดินไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แต่ลืมไปไงว่ารอบแรกฝากของไปกับลูกหาบ เลยเดินตัวปลิว คราวนี้ล่ะจะได้รู้ว่านรกมีจริง หึหึ

20161021_064808

พอเพื่อนๆฝากสัมภาระลูกหาบเสร็จแล้วก็พร้อมออกเดินทาง ก่อนจะถึงจุดขึ้นภูจริงๆเราจะต้องลงชื่ออีกครั้งนึง เพื่อเก็บข้อมูลว่าแต่ละวันมีคนขึ้นภูกี่คน แค่ต่อคิวเพื่อลงชื่อเราก็เหนื่อยแล้ว แบกของหนักมาก -*-

01
ยังยิ้มอยู่

เส้นทางขึ้นภูกระดึงที่ยากที่สุด คือช่วงแรกและช่วงสุดท้าย ที่จะชันมากๆ และก็เป็นดังคาดว่าเริ่มออกอาการเหนื่อยล้าตั้งแต่ต้น พยายามเดินช้าก็แล้ว ขุดเทคนิคการหายใจทั้งหมดที่มีมาก็แล้ว ก็ไม่สามารถเดินเกาะกลุ่มกับเพื่อนได้ จะต้องโดนทิ้งห่างอยู่เรื่อยไป จะไปตามทันกันตอนเค้าพักกัน เศร้าจิตมาก แต่ความดันทุรังยังไม่เคยเป็นรองใคร พอมีคนถามว่าเอาของไปให้ลูกหาบไหม เราไม่ยอมหรอก ในเมื่อตั้งใจมาขนาดนี้แล้วก็ต้องทำให้สำเร็จเนาะ แม้มันจะยากกว่าที่คิดมากๆเลย ฮืออออออ

02
สังเกตหน้าอิชั้น แบบว่าไม่ไหวแล้ว

 

พอหอบสังขารขึ้นมาถึงซำแฮก เพิ่งจะเข้าใจถ่องแท้เอาคราวนี้ว่าทำไมถึงชื่อซำแฮก คือกว่าจะถึงนี่แฮกแล้วแฮกอีก พูดอยู่คำเดียว จะกินแตงโม เพื่อนถ่ายรูปช้าก็ไม่อยากถ่ายละ ลุกขึ้นจะไปซื้อแตงโมกิน ฮ่าๆๆ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุยี่สิบกว่าๆเพิ่งจะได้กินแตงโมที่อร่อยที่สุดในโลกที่ซำแฮกนี่ล่ะ หวานเย็นชื่นใจมากๆ แถมราคาไม่แพงมากชิ้นละ ๑๐ บาทเอง ถูกกว่าซื้อกินในกทม.ซะอีก

หย่อย
หย่อย

 

กินแตงโม กินน้ำ นั่งพักกินลมชมวิวจนหายเหนื่อย ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อ ผ่านซำบอน ซำกกกอก ซำกอซาง พร่านพรานแป ซำกกหว้า ซำกกไผ่ ซำกกโคน สภาพของเราก็ไม่มีอะไรต่างจากซำแรกๆมากนัก ไม่ว่าจะชันมาก ชันน้อย ก็ยังเดินช้ากว่าเพื่อนๆอยู่ดี ทำไงได้ ก็เรามันสาย slow life นี่เนาะ เดินไปเรื่อยๆ ขอแค่ถึง ไม่คำนึงเรื่องเวลา ฮ่าๆ

 

20161021_081850
รอนู๋ด้วยยยยย

กลุ่มเรามาพักกินข้าวกลางวันกันที่ซำแคร่ อยากจะบอกว่าอาหารไม่อร่อยเลย แต่เอาเถอะ กินเพื่ออยู่ ไม่อร่อยก็ยังต้องพยายามยัดๆเข้าไปให้เป็นพลังงานสำหรับการเดินเฮือกสุดท้ายก่อนถึงหลังแป ระยะทางกิโลกว่า แต่ชันมากๆเลย นั่งกินข้าวไปก็ได้ยินเสียงฟ้าร้อง แล้วพอกินเสร็จฝนก็ตกปรอยๆ แต่ตัดสินใจกันว่าออกเดินต่อเพราะถ้ารอไม่รู้ต้องรออีกนานเท่าไหร่ แถมเดี๋ยวน้องทาคุจังจะออกทำมาหากิน เราควรรีบเดินก่อนเส้นทางจะเละและมีน้องมาเยี่ยมเยียน

และก็พบว่าเราคิดถูก เพราะว่าเดินตากฝนมาได้นิดหน่อยฝนก็ตกแล้ว ช่วงนี้เดินสนุกที่สุดตั้งแต่เริ่มออกเดินเลย ไม่รู้เป็นเพราะเรากินอาหารแล้วเลยมีแรงเยอะขึ้น หรือเพราะเส้นทางเดินมันสนุกขึ้นก็ไม่รู้ เป็นหินให้ได้ปีนป่าย ไม่เหมือนช่วงแรกที่เป็นทางกว้างๆเรียบๆสลับกับขั้นบันได ช่วงนี้เริ่มเดินสวนกับคนที่ลงมาจากภูเยอะขึ้น เริ่มจะต้องหยุดพักเพื่อให้ทางกับคนอื่น แต่ก็ดีไปอย่างนะเพราะเราจะได้ถือโอกาสพักไปด้วยเลย คือไม่ได้เดินช้านะ แต่รอคนเค้าเดินไปก่อนน่ะ หุหุ


 

พวกเราขึ้นไปถึงหลังแปกันตอนเกือบๆเที่ยง ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มออกเดินมาประมาณ ๔.๓๐ ชั่วโมง เร็วกว่ารอบแรกที่เคยมาตั้งชั่วโมงครึ่ง และแฮกมากกว่าหลายเท่านัก คงจะเหมือนที่หลายๆคนบอกไว้ ว่าจำนวนครั้งที่ขึ้นภูไม่ได้ทำให้การเดินทางมันง่ายขึ้นแต่อย่างใด ยิ่งขึ้นก็ยิ่งแฮกเนาะ ฮ่าๆ

04

05

พักเหนื่อย + ถ่ายรูปเล่นซักพักก็ได้เวลาออกเดินทางต่อ….

06

เราว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากที่สุดของทริปเลย คือขามันเหนื่อยล้ามาจากการปีนป่าย แล้วต้องมาเดินทางยาวๆ เบื่อๆ ไม่มีร่มไม้ ไปอีก ๓ กิโลเมตร เป็น ๓ กิโลที่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึง แถมพื้นก็เละเป็นช่วงๆเนื่องด้วยฝนที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ ใช้เวลาเดินเกือบๆชั่วโมงกว่าจะมาถึงที่ทำการอุทยาน พอมาถึงก็มีป้ายผู้พิชิตภูกระดึงเหมือนตรงหลังแปเป๊ะแต่ไม่มีคนแย่งเลย ก็เลยไปถ่ายรูปเล่นกันอีกรอบ

ไอ่ที่ถ่ายรูปตะกี้มันต้องลุยดงหญ้าเข้าไป ทีนี้ทาคุจังมาจากไหนไม่รู้เกาะหนึบเบย พยายามจะดึงออกเองแล้วนะแต่มันผงกหัวดุ๊กดิ๊กไปมาเลยไม่กล้า ได้โย่เป็นผู้กล้ามาช่วยดึงให้ รอดไป (แต่ ณ วันที่เขียน ผ่านมาอีก ๑ สัปดาห์เต็มๆ แผลยังไม่หายดีเลยอ่า ฮือ  😥 )

dsc08167
เงียบสงบ

 

ถึงแล้วก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เรื่องเต๊นท์ เช่าเครื่องนอน แล้วไปเดินเลือกเต๊นท์ กว่าจะเลือกได้ก็เปลี่ยนกันไปหลายรอบ เจอเต๊นท์เปียกบ้าง มีูรูขาดบ้าง ก็วุ่นวายกันไป แต่พอเสร็จแล้วก็ได้เวลา slow life กันแล้ว เพื่อนบางคนก็ไปเข้าห้องน้ำ บางคนก็นอน บางคนก็ไปรอสัมภาระจากลูกหาบ ส่วนเราก็นั่งหม่ำเสบียงที่แบกขึ้นมาอย่างเยอะแต่ไม่ได้กิน เสร็จแล้วไปเดินถ่ายรูปเล่น พยายามจะเดินหาต้นไม้ที่ในหลวงปลูก เดินไปได้ครึ่งทางแล้วไม่รู้ต้องไปต่ออีกไกลแค่ไหนเลยล่าถอยกลับมา รอไปพร้อมเพื่อน (จริงๆเดินอีกนิดเดียวก็ถึงแล้วแท้ๆ) ก็เลยได้แต่เก็บบรรยากาศโดยรอบมาแทน กล้อง เกลิ้ง เลนส์ แบกขึ้นมาแต่ระหว่างทางไม่มีแรงหยิบขึ้นมาถ่าย ตอนนี้เลยขอใช้ให้สมกับที่แบกขึ้นมาซักหน่อย แม้ว่าจริงๆใช้กล้องมือถือจะถ่ายได้สวยพอๆกันก็ตาม >_<

dsc08164 dsc08165

เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ อาบตอนบ่ายน้ำยังไม่หนาวมาก แต่ก็เย็นพอที่จะผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความปวดเมื่อยที่ผ่านมาได้ พักผ่อนกันซักพักจากนั้นเราก็เดินไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่ผาหมากดูก พอเดินมาคราวนี้เลยเจอกับต้นไม้ของพ่อเข้าจนได้ พบว่ามันอยู่ใกล้จุดกางเต๊นท์มากๆเลย

07
วันนี้อาบน้ำมาแล้ว ใส่ชุดนอน ไม่พร้อมถ่ายรูปเท่าไหร่ เดี๋ยววันหลังหนูมาเยี่ยมใหม่นะคะ ^^”

 

ในหลวงปลูกต้นไม้นี้ตั้งแต่เรายังไม่เกิด ต้นไม้ต้นน้อยที่ท่านปลูกในวันนั้น เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านเป็นร่มเงาให้ลูกพักพิงในวันนี้ จวบจนวันที่ท่านจากลาไป ต้นไม้นี้ก็จะยังคงเป็นหลักชัยให้ลูกพักพิงต่อไป ไม่ใช่แค่ต้นไม้หรอกนะ แต่เป็นทุกอย่างที่ในหลวงทรงสร้างเอาไว้ ทั้งโครงการในพระราชดำริต่างๆ รวมไปถึงพระราชดำรัสมากมายที่ท่านได้สอนพวกเราไว้ วันนี้ไม่มีท่านแล้ว แต่ถ้าพวกเราตั้งมั่นในคำสอนของท่าน และยึดใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เราก็จะมีความผาสุกและเจริญก้าวหน้าในชีวิตเหมือนมีท่านคอยสั่งสอนอยู่ข้างๆ รู้สึกดีจังเลย เป็นบุญหนักหนาที่ลูกได้เกิดมาเป็นคนไทย… ^____^

dsc08180

เย็นนั้นเดินไปถึงผาหมากดูกด้วยความรวดร้าวทั้งขาและเท้า แถมไปถึงก็พบกับความผิดหวังเพราะว่าฟ้าปิดเลยไม่เห็นพระอาทิตย์ตก เราเลยมุ่งตรงสู่จุดหมายถัดไปนั่นก็คือ หมูกระทะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊าาาาาาาห์ อยากกินตั้งแต่ขึ้นภูครั้งก่อนแล้วแต่ไม่ได้กิน มาครั้งนี้เลยไม่พลาด ราคาปานกลาง ไม่แพงมาก แต่ว่ามันไม่ได้น่าประทับใจซักเท่าไหร่ รสชาติธรรมดามากเลย และต่อด้วยหมูจุ่มอีกชุด ผลก็ออกมาเหมือนเดิม แถมน้ำจิ้มหมูจุ่มใช้แบบเดียวกับหมูกระทะอีกต่างหาก ม่ายยยยยย >”<

08

กินเสร็จก็ง่วงมากแล้ว ต้องรีบเข้านอนเพราะวันพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ระหว่างทางกลับเต๊นท์มองขึ้นไปบนฟ้าเห็นทางช้างเผือกด้วย เป็นครั้งแรกที่เห็นด้วยตาเปล่าเลย แต่เหนื่อยเกินกว่าจะออกมาตั้งค่ายถ่ายรูปแล้ว เลยขอยอมแพ้แล้วลาไปนอนก่อนฮับ….

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s