ไต่หน้าผาที่ดอยหนอก แล้วไปบอกรักน้ำตกเกล็ดนาค

รุ่งอรุณของวันที่ 2 บนดอยหลวงพะเยา อาการปวดเมื่อยจากเมื่อวานแทบไม่เหลือแล้ว ด้วยยาคลายกล้ามเนื้อที่ได้มาจากพี่สาวแสนสวย ^^ เราถูกปลุกโดยไม่ตั้งใจด้วยเสียงจากเต๊นท์ข้างๆ “ตื่นเร็ว พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว” เค้าไม่ได้ปลุกเราหรอก แต่ดันหูดีได้ยินเอง พอลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นแสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามาในเต๊นท์เลยรีบลุกแล้วรูดซิบหน้าต่างออกดู

20160626_053930_

โอ้โห นี่มันวิวในฝันชัดๆ อยากเห็นแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มชีวิตที่คลั่งไคล้การแคมป์ปิ้ง เดินป่า ยังไม่เคยเจอวิวหน้าเต๊นท์เทพสุดยอดแบบนี้มาก่อนเลย มองออกไปเห็นพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น (ถ่ายรูปไม่ทัน ถ่ายไว้ด้วยความทรงจำแทน 😛 ) อีกมุมนึงมีทะเลหมอก อากาศก็เย็นสบายน่าจะสิบปลายๆ ถึงจะออกมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นไม่สำเร็จแต่ก็ขอขึ้นไปเก็บภาพจากบนยอดดอยหลวงพะเยาอีกรอบละกัน เรากัดฟันถอดถุงเท้าแสนอุ่น (เพราะจะเอามาใส่ทับเป็นคู่ที่สองตอนกลางวัน) และมุดตัวออกจากถุงนอน ก่อนเดินเรียงแถวมุ่งหน้าขึ้นสู่จุดชมวิวอีกครั้งนึง

YDXJ1331

เป็นอีกครั้งที่ป๊อบขอบายการมาเดินถ่ายรูปชมวิว หลังจากเมื่อวานพอเข้าเต๊นท์ก็สลบไปเลย สงสัยเขาผู้นี้เกิดมาเพื่อเดินป่าอย่างเดียวจริงๆ นินทาๆ ฮ่าๆ พอขึ้นไปถึงตรงยอดแล้วอากาศแปรปรวณมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหมอกฟุ้งปกคลุม แต่ด้วยลมที่แรงมากมันเลยพักหมอกปลิวๆๆๆด้วยความเร็วสูง บางครั้งถ้าโชคดีหมอกหมดไปก็จะได้เก็ํบภาพแนวเทือกเขาเรียงรายปกคลุมด้วยผืนหมอกแสนอ่อนนุ่ม เสียงชัตเตอร์ที่ยิงระรัวบ่งบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่มีค่าดั่งทองที่ต้องรีบเก็บเกี่ยวโอกาสเอาไว้ เพราะเพียงแค่วินาทีเดียวที่ผ่านพ้นไปก็อาจได้ภาพที่แตกต่างกันเหมือนอยู่คนละสถานที่อย่างไรอย่างนั้นเลย

Y0091348

Y0121402

Y0151505

เราไม่ค่อยได้ภาพที่สวยงามอะไรมากมายหรอก มัวแต่ยืนสูดอากาศยาว ยาววววววววว มันดีมากๆเลย อากาศบริสุทธิ์มากๆ พร้อมกับสายหมอกที่พัดผ่านตัวเราไปเหมือนกับเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ นี่คงเป็นรางวัลชีวิตสำหรับความเหนื่อยยากและเปียกแฉะที่ได้รับมาเมื่อวานนี้ ดีจังเลย That’s why I love trekking ♥ เนาะๆ ^^ อยากจะเก็บกักอากาศกลับบ้าน มาใช้ในยามเหนื่อยล้าจากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้

คิดๆไปมันก็ดีนะที่เก็บกลับไปไม่ได้ เพราะเราจะได้โหยหาและหาโอกาสกลับมาสัมผัสธรรมชาติอันเป็นที่รักของเราบ่อยๆไงล่ะ

20160626_060308_Richtone(HDR)_

เสร็จแล้วก็ถึงเวลาอาหารเช้า เริ่มต้นด้วยการจิบโอวัลตินร้อนๆกับคุ้กกี้ไป ชมวิวกว๊านพะเยาไป เสร็จแล้วต่อด้วยผัดซีอิ๊วเห็ดเผาะ เกิดมาเพิ่งเคยกินเห็ดเผาะก็งานนี้ล่ะ พอกัดไปแล้วมันเผาะในปากเลย ตื่นเต้นมาก แต่มันจะกรอบๆหน่อยนึงพูดไม่ถูก ไม่รู้ว่าถ้าไปกินที่อื่นจะแบบนี้ไหมหรือต้องกินบนดอยมันถึงเผาะเพราะปกติไม่เคยกินเลย

13537613_1042799009107713_1789677442052969740_n

Copy right << Natthaphong Doichomphet >>

เวลาประมาณ 7 โมงกว่า สมาชิกก็เริ่มทยอยกันเข้าเต๊นท์ไปเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทาง เส้นทางลงวันนี้เป็นคนละทางกับขาขึ้น จะสั้นแต่ชันกว่า แต่ว่าพวกเราจะไปแวะขึ้นดอยหนอกที่เป็นไฮไลท์สำคัญของทริปนี้เลย เลยต้องรีบออกเดินทางกันนิดนึง ระหว่างเก็บข้าวของอยู่ในเต๊นท์นั้นก็มีเสียงคนตะโกนมาเป็นระยะๆ ว่ามีนักวิ่งวิ่งขึ้นมาถึงบนนี้แล้ว โอ้แม่เจ้าพวกเราเดินกันมาทั้งวันเค้าวิ่งขึ้นมาชั่วโมงเดียว เมพขนาดนี้ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อยเนาะ แต่ด้วยความดีเลิศของโทรศัพท์ซัมซวยของเราทำให้กว่าจะเปิดกล้องได้พี่นักวิ่งฝรั่งก็หายลับสายตาไปแล้ว รอซักพักเลยเห็นอีกคนเดินตามมา ถ่ายรูปไว้ซักหน่อย อะแชะ ^^

20160626_073945__

แชะเสร็จก็ซูมๆ ใครหว่าทำไมคุ้นๆ แต่กล้องกากเกินความคมชัดแทบไม่มีก็เลยไม่แน่ใจ สุดท้ายตอนลงเขาไปอาบน้ำเรียบร้อยแล้วก็แอบส่งรูปไปถามคนที่คุ้นๆนั่นแหละ ปรากฎว่าเค้าบอกว่าเป็นรูปเค้าจริงๆด้วยล่ะ บังเอิญมากๆเลยว่าถ่ายภาพได้ภาพคนรู้จักพอดี แล้วก็มารู้ทีหลังด้วยว่าพี่เค้าจบเทรลนี้ด้วยอันดับที่ 1 เก่งมากๆเลยค่ะ ^_^

ตัดจบการกรี๊ดกร๊าดแต่เพียงเท่านี้ เพราะต่อไปนี้สิ่งที่ยากลำบากได้รอเราอยู่ เราเตรียม IT Band Compression Wrap ไว้ในกระเป๋าช่องที่หยิบสะดวกที่สุด เพราะทำใจไว้แล้วว่าเจ็บแน่ๆ อยู่ที่ว่าจะเจ็บเร็วเจ็บช้า ถ้าอาการมาเมื่อไหร่จะได้หยิบขึ้นมาใช้งานได้ทันที และหวังว่ามันจะช่วยประทังอาการเจ็บของเราให้พอจะพาร่างง่อยๆของเราลงเขาไปได้เร็วที่สุดเท่าที่จะไม่ต้องให้คนอื่นรอนานมากนัก

กว่าจะเก็บข้าวของเสร็จ เก็บเต๊นท์ (โดนเสาเต๊นท์บาดเลือดไหลด้วย) พวกเราเริ่มออกเดินทางเวลาประมาณ 9 โมงเช้า มุ่งหน้าสู่ดอยหนอก โดยต้องเดินขึ้นไปทางยอดดอยหลวงพะเยาอีกรอบ แล้วพอถึงจุดที่เมื่อวานเราโผล่ออกมาจากป่าด้านขวา ตรงนั้นก็เลี้ยวซ้ายลงไปอีกทาง เป็นทางลงยาวๆเลย อากาศสดใสมาก ไร้วี่แววของฝน พยากรณ์อากาศแม่นดีแฮะ

YDXJ1628

13392145_809432629158256_5329146703320501569_o

Copy right << Nipon Booncham >>

การเดินป่าขาลงรอบนี้เราจะได้พบเจอนักวิ่งตลอดทางเลย ปกติเราจะหลบให้ทางกับกลุ่มลูกหาบ เพราะเค้าแบกของหนักและเดินไวกว่า แต่คราวนี้ต้องหลบทางให้นักวิ่งด้วย พวกเรามันสาย slow life นี่เนาะ ปล่อยให้เค้าทำเวลากันไปเถอะ เราไม่รีบ อิอิ แต่ด้วยความที่เมื่อคืนฝนตก ตอนเช้าก็หมอกลงจัด ทางเดินจึงชุ่มไปด้วยน้ำและลื่นเป็นช่วงๆ เราอาศัยว่าใส่ถุงมือแล้วเกาะๆไต่ๆไปตามพงหญ้าบ้าง ต้นไม้กิ่งไม้บ้าง เพื่อจะได้ทำเวลาได้อย่างไม่สุ่มเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากไปนัก บางช่วงที่เป็นทางโล่งๆไม่มีที่เกาะก็ต้องเลือกเอาว่าจะปัก trekking pole แล้วค่อยๆกะย่องกะแย่งลงไป หรือว่าจะวิ่งลงไปเลย (ลองดูทีนึงสนุกดีเหมือนกันนะ ลงได้เร็วมากเลยแต่เสียงแหกโค้งลงเขามากๆ ทีเดียวพอละ) downhill พอหอมปากหอมคอก็เป็นทางขึ้น ทีนึ้ก็เดินๆงงๆกันไปว่ามาถูกทางรึเปล่าหว่า ไม่มีคนนำทางเลย ทำไมเราจะลงเขาแต่ต้องขึ้น เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นตามทางริบบิ้นของนักวิ่งไปนั่นแหละ ใช้เวลาจากจุดกางเต๊นท์ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพวกเราก็มาถึงตีนดอยหนอกจนได้ ข้าวของสัมภาระถูกวางทิ้งไว้ที่ตีนเขาลูกเล็กๆ เพื่อให้ร่างกายเราคล่องแคล่วและพร้อมสมบูรณ์ที่สุดกับการไต่เขาครั้งนี้

YDXJ1630

ตั้งแต่ปีนเขามาทั้งชีวิต มีครั้งนี้แหละที่รู้สึกอย่างแรงกล้าเลยว่า เห้ย มันไปไม่ได้ จะไปได้ยังไง อันตรายมาก แต่พอมีคนเปิดทาง เราก็ต้องตาม ฟังดูความรู้สึกมันก็ขัดๆกันเองเนาะ ใจนึงก็กลัว แต่อีกใจนึงก็คิดว่าไหนๆมาแล้วก็อยากจะไปให้มันสุดทาง คนอื่นทำได้ เราก็น่าจะทำได้ ตั้งสติกับทุกย่างก้าวแล้วลุยออกไปดูว่าจุดหมายปลายทางมันเป็นยังไงเนาะ

YDXJ1634

ทางขึ้นช่วงแรกก็เป็นประมาณนี้ เดินเลาะๆเขาไปเรื่อยๆ พอเจอส่วนที่ยากจะมีเชือกให้ปีนและมีเจ้าหน้าที่คอยยืนดู

YDXJ1637__

ตรงจุดนี้แหละคือจุดที่ยาก แล้วเราไม่กล้าไปต่อแล้ว จนมีนักวิ่งเค้าลงมาจากดอยหนอกเลยหลบทางให้เค้าลง (แต่เราดันไม่ได้ถ่ายทางที่จะขึ้นไปไว้ จริงๆมีเพื่อนถ่ายไว้แหละแต่รอรูปอยู่ -*-) พอเห็นคนลงมาได้ค่อยคิดว่าเออมันก็น่าจะขึ้นไปได้นะ ฮ่าๆๆ คือบางช่วงหินมันก้อนใหญ่เกินกว่าขาเราจะก้าวไปวางเท้าที่หินอีกก้อนข้างบนได้ ต้องจับเชือกแล้วเดินไต่บนหินนั้นขึ้นไปเลย ความชัน 70-80 องศาได้ ต้องเดินยาวห้ามหยุด ไม่งั้นร่วงยาวแน่ T_T มันยาก มันกลัว แต่ก็มันส์นะ

พอขึ้นไปถึงข้างบนแล้วมันหวิวๆ ว่าเราทำได้แล้วจริงเหรอ มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนะ เราแค่คิดไปเองว่ามันยาก พอเราเริ่มก้าวแรกปุ๊บก้าวต่อๆไปมันก็ตามมาเรื่อยๆเลย ก็คงเหมือนกับเรื่องราวหรือปัญหาหลายๆอย่างในชีวิตแหละ ที่เราไม่กล้าตัดสินใจเพราะเราคิดว่ามันไม่น่าใช่ หรือว่าเราไม่น่าจะทำได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าเราอาจจะกลัวไปเอง จริงๆแล้วกลับชอบหรือว่าทำมันได้ดีมากๆก็เป็นได้

YDXJ1641

YDXJ1647

รางวัลแด่ความสำเร็จ ^^ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

YDXJ1650

พลังแห่งศรัทธานี่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ คิดดูสิแค่เราขึ้นมาตัวคนเดียวยังทุลักทุเล แล้วคนที่แบกองค์พระขึ้นมาจะยิ่งกว่าเราแค่ไหนเนาะ เราไหว้พระขอพรให้ทุกคนเดินทางกลับโดยปลอดภัยแล้วรีบลง อยู่บนยอดได้ไม่นานต้องรีบทำเวลา เพราะถ้าโอ้เอ้กันมากเกินไปก็จะทำให้กลับถึงกทม.ช้าไปกว่ากำหนด  เก็บกล้องปุ๊บเราก็กลั้นใจลงยาวถึงตีนดอยหนอกเลย (ไม่โอ้เอ้เหมือนขาขึ้นละ ฮ่าๆ) ไม่มีรูปเราตอนขาลงได้แต่ถ่ายรูปเพื่อนไว้

YDXJ1652

ลงมาเติมพลังด้วยคุ้กกี้ (ที่เหลือจากตอนเช้า) กันพอสมควร แล้วก็หมดเวลาสนุกแล้ว เราเดินลง ลง แล้วก็ลง ผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีและ water station ของงานวิ่งด้วย ผ่านไปเพียงไม่ถึง 1 กิโลเมตรก็เริ่มเข้าสู่เขตน้ำตก เป็นเส้นทางลงแบบโหดที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ว่าต้องแบกเป้น้ำหนัก 6 กิโลแล้วไต่ลงมา ด้วยความที่เรามีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักกับการเดินน้ำตก ชอบลื่นล้มก้นจ้ำเบ้า พอต้องแบกสัมภาระด้วยจึงเครียดมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าล้มไปจะไม่ได้ถูกถ่วงด้วยน้ำหนักเท่าน้ำหนักตัวเหมือนคราวก่อนๆแล้ว เราเลยเดินระวังมาก เกร็ง เห็นทางช่วงไหนยากเรานั่งแล้วค่อยกระถดๆตัวลงไป ถือว่าขอทำจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำไว้ก่อนละกัน สติและ trekking pole ช่วยเราไว้ได้มากเลย บางช่วงทางมันเดินก็ไม่ได้ จะนั่งแล้วหย่อนตัวลงไปก็ยังไม่ได้ ต้องมีเชือกไว้ให้เกาะ คือเห็นเชือกแล้วไม่ใช่ว่าจะตื่นเต้นเหมือนตอนขึ้นดอยหนอกหรือตอนไปคินาบาลู อันนี้มันเหมือนไม่ใช่ทางไว้เดินเลย โฮววววว อยู่บ้านดีๆไม่ชอบนะ หาเรื่องพาตัวเองมาเสี่ยงมาลำบากแท้ๆ เห้อ แล้วบางทีเราก็ไต่เชือกไป สมาธิอยู่ที่พื้นดินข้างหน้าเท่านั้น จนเพื่อนบอกว่าเชือกจะหมดแล้วนะ… อ้าวววว ลืมดู ถ้าเพื่อนไม่บอกนี่ก็คว้าลมแล้วคว่ำแน่ๆ สติหน่อยจ๊ะสติ

หลังจากเข้าเขตน้ำตกแล้วเราได้ถ่ายรูปมาแค่นี้เอง หลังจากนั้นเก็บกล้องยาวเลย เพราะตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอด แถมเหนื่อยล้าและร้อนมาก ขอมีสมาธิกับการเดินก่อนนะครัช

YDXJ1660

เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ ไม่น่าจะนานมากแต่เรารู้สึกเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ เจอลูกหาบคนนึง เค้าบอกว่า พ้นช่วงยากแล้ว ไอ่เราก็สบายใจ เพราะจ่าหมูบอกว่าจะยากแค่แรกๆหลังๆก็ชิลละ แต่ไม่ใช่เลยยยยยยยย หลังจากช่วงยากมากมันกลายเป็นยากน้อยต่างหาก จิตใจก็ยังต้องจดจ่อที่ก้าวต่อก้าวเช่นเคย ด้วยความที่เข้าสู่เขตน้ำตก คือต้องเดินลัดเลาะลำธารจริงๆ บางทีก็ต้องข้ามไปอีกฝั่งของลำธารเพราะมันอันตรายน้อยกว่าไต่ตลิ่งฝั่งนี้ เลือกบริเวณที่จะวางเท้า และต้องวางแผนเส้นทางเดินก้าวต่อไปด้วย ตายๆๆ เอ๋ตาย โชคดีได้ป๊อปเป็นบัดดี้คอยดูแลตลอดเลย ซึ้งมาก *_* (ป๊อปอาจจะบอกว่า บัดดี้หรือบอดี้การ์ดกันแน่ยะ ฮ่าๆ) ทางไม่ชันเหมือนช่วงแรกแต่เราก็ยังเครียดอยู่ดี ตะวันก็เริ่มสายโด่ ร้อนก็ร้อน หิวก็หิว เห้อ

ผ่านไปอีกพักใหญ่เลยก็ได้เจอน้ำตกจริงๆ มันไม่ได้ใหญ่พอจะลงไปเล่นน้ำอะไรอย่างนั้น เหมือนเป็นลำน้ำที่ไหลลงมาจากโขดหินด้านบนมากกว่า แต่ว่าลำน้ำนั้นมากพอจะให้เรากรอกใส่ขวดมาดื่มได้ เลยดื่มมาเต็มที่และกรอกตุนในขวดไว้ใช้ในเส้นทางข้างหน้าซะเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยดื่มน้ำอะไรหวานและสดชื่นขนาดนี้มาก่อนเลยล่ะ ถึงแม้จะมีดินตะกอนปนมาบ้างก็มองข้ามไปได้ ^^”

เออเราโดนทากกัดตรงนิ้วด้วย คือมันช่างสรรหามากๆเลยเพราะเราแต่งตัวมิดชิดมาก ใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนสั้นแต่มีปลอกแขน มือก็ใส่ถุงมือนะ แต่เป็นถุงมือจักรยานที่นิ้วโผล่มา มันก็ช่างสรรหาจุดที่โผล่พ้นร่มผ้ามาได้ สุดยอดทากจริงๆ (น่าจะเกาะมาตอนเราไปวักน้ำจากน้ำตกขึ้นมาล้างตัวน่ะ) ได้ดึงทากออกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย บรึ๋ยมาก ดึงครั้งแรกมันยืดแต่ไม่หลุด ต้องกลั้นใจดึงแรงๆถึงหลุด

กลุ่มเราเดินทันกันพร้อมหน้าตรงนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเจล ป๊อบ และเราจะขอตัวนำไปก่อน (เพราะเรากะไว้ว่าพอเราเจ็บแล้วพี่ป๊องกับพี่ก้องคงตามมาทันในไม่ช้า) พอเดินไปได้ซักพักเจลก็หายไป มันเพิ่งมาบอกเราตอนเจอกันหลังออกจากป่าว่า มันขี้เกียจรอเรา เราเดินช้า ฟังแล้วก็รู้สึกซึ้งดีเหมือนกันนะ เพื่อนที่แบกเป้ออกทริปกันมาตั้งแต่ทริปแรก ปรึกษากันได้ทุกเรื่อง ด่ากันได้ แต่เราก็มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วมันก็ยังไม่ทิ้งเราไปไหน จนทำให้คบกันเที่ยวกันมาได้ยาวนานจนทุกวันนี้ เราทริปนี้มันกลับทิ้งเราไปด้วยเหตุผลแค่ว่าเราเดินช้า ขี้เกียจรอ ทั้งๆที่เราไม่ใช่คนเดินช้าที่สุดในกลุ่มด้วยซ้ำ ป๊อปซะอีกที่ทริปนี้เป็นทริปแรกที่เราชวนมาเดินป่าด้วยกัน ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนิทกันมาก แต่ทริปนี้เค้าช่วยเหลือดูแลเราดีอะ บางทีที่เดินจนห่างไปไกลแล้วแต่ก็ไปนั่งรออยู่ข้างหน้า หรือถ้าเจอทางยากๆป๊อปก็หยุดรอมาลากจูงเราไป (ขาเราสั้นก้าวไม้พ้น T_T) คือไม่ต้องมาเดินเกาะติดตลอดหรอก แต่ว่าเราเป็นทีมเดียวกันไม่ใช่เหรอ ทำไมพูดเหมือนว่ากำลังแข่งกันหรือว่ารำคาญเราแบบนั้น นี่สินะถึงมีคนเคยบอกไว้ว่า ถ้าอยากรู้จักนิสัยใครจริงๆให้ชวนมาเดินป่า แล้วป่าจะช่วยคัดกรองคนที่ควรจะสำคัญหรือไม่สำคัญในชีวิตเราออกมาเองล่ะเนาะ

หลังจากจุดดื่มน้ำตรงน้ำตกแล้ว การเดินของกลุ่มเราแบ่งออกเป็นสามกลุ่มอย่างชัดเจน พี่ป๊องกับพี่ก้องหายลับไปจากสายตา เราพักเค้าก็ตามมาไม่ทันอีกเลย คืออารมณ์หน้าก็ห่วง หลังก็ห่วง ป๊อปห่วงเจลว่าจะหลงป่ามาก นำแล้วหายไปเลย ส่วนพี่ป๊องก็ดูจะช้ากว่าที่ควรจะเป็นแต่ว่ามีพี่ก้องดูแลอยู่น่าจะพออุ่นใจได้ กลุ่มเรากับป๊อปมีลูกหาบมาเดินเป็นเพื่อนด้วย ดีจัง แต่อีตาลูกหาบนี่กวนมาก ตอนนั้นเราหมดแรงแล้ว หิวข้าว เจ็บเท้ามากด้วย ลูกหาบก็คอยให้กำลังใจนะ อย่างเช่นพอเจอทางขึ้นแล้วเราบ่น เค้าก็บอกว่าหมดตรงนี้แล้วลงยาวๆแล้ว เออฟังแล้วก็ดี ฮึด แต่ไม่ทันไรก็มีทางขึ้นปนมาอีกเรื่อยๆ หรือพอเจอทางยากที่ต้องไปไต่ๆเสี่ยงๆ ก็ยืนหัวเราะ แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะหมดแล้ว ต่อไปจะง่ายแล้ว พอถามว่าเหลืออีกไกลไหม ก็มีคำตอบเดียวว่ากิโลเดียว เดินไปจนเหนื่อยแทบตาย ก็ยังกิโลเดียวจนเลิกถามละ

ก้มหน้าก้มตาเดินมาเรื่อยๆ อยู่ดีๆป๊อปก็หันมาบอกว่าถึงแล้ว ละก็ hi5 กัน เห้ย รู้สึกดีอะ ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เหมือนเราเป็นทีมเดียวกันแล้วร่วมฝ่าฟันอะไรซักอย่างที่ยากๆจนสำเร็จ ดีๆๆๆ ชอบๆ แต่เราก็งงๆอยู่ดีๆว่าถึงแล้วจริงเหรอ เพราะเห็นแต่ water station ของงานวิ่ง กับกลุ่มลูกหาบกับเจ้าหน้าที่ ที่แยกย้ายกันนั่งพักอยู่คนละมุม แต่ไม่เห็นสมาชิกในทัวร์เราที่เดินล่วงหน้าออกมาก่อนเลย สรุปคือพวกเค้ารอเรานานเลยล่วงหน้าไปอาบน้ำกันก่อนแล้วค่อยส่งรถมารับพวกกลุ่มหลังอีกรอบนึง จริงๆจะแบ่งสองรอบก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ แต่ถ้าบอกกันก่อนก็คงดีกว่านี้ คงไม่รู้สึกว่าโดนทิ้งแบบนี้

YDXJ1661
ชักภาพร่วมกับบัดดี้ประจำทริป (โดยไม่ถงไม่ถามสุขภาพเค้าซักคำ)

แต่โดนทิ้งก็ดีไปอย่าง มันทำให้เราได้รับน้ำใจอันน่ารักจากเหล่าสตาฟภูเขาของกลุ่ม TED พี่ๆเค้ามีน้ำใจแบ่งปันน้ำสไปรท์และน้ำแข็งให้พวกเรา พร้อมกับขาไก่ด้วย ซึ้งน้ำตาจะไหล มันเหมือนพบเจอโอเอซิสกลางทะเลทราย เราดื่มไปตั้งหลายแก้วแหนะ ดื่มน้ำจนหายกระหาย (เรื่องหิวเลิกหิวนานแล้ว คือหิวมากจนหายหิวไปเอง) จนผึ้งตอมจนไม่รู้จะยังไงแล้ว อีกพักใหญ่ๆเลยกลุ่มสมาชิกรอบสุดท้ายค่อยออกจากป่ากันมาอย่างสวัสดิภาพ แต่สะโหลสะเหลกันไปตามอัตภาพ ส่วนตัวเอ๋เองก็งงๆเหมือนกันว่าปวดเมื่อยตามประสาคนเดินป่า นิ้วไม่มีถุงน้ำแค่ว่าชาจนแทบไม่มีความรู้สึก แต่ว่าไม่เจ็บ ITB เลย ทำไมอะ? นั่นน่ะสิ งงมาก คือตั้งแต่เราเจ็บ ITB จากการวิ่งมาตั้งแต่กลางปีก่อน ไปเดินป่ามา 4 ทริป เจ็บตอนลงเขาทุกทริป แล้วทริปนี้ลงแบบชันๆเลยคิดว่ายังไงก็ไม่รอด แต่กลับรอด งงสิคะแบบนี้ ถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคุ้มครองเรา ท่านอาจจะสงสารเราที่รับศึกหนักมาเมื่อวานล่ะมั๊ง ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ^^

YDXJ1668

ผ่านไปซักพักรถอีแต๊กก็มารับพวกเราออกจากป่าอย่างแท้จริง กองๆกันรวมกันอยู่หลังรถก็ขอชักภาพส่งท้ายซักหน่อย คนเสื้อน้ำเงินที่นั่งอยู่ท้ายรถนั่นแหละคือลูกหาบที่บอกว่าเหลืออีกโลเดียวๆตลอดทาง ฮึ่ย -*-

YDXJ1674

ปิดท้ายด้วยภาพดอยหลวงและดอยหนอกจากพื้นราบ ไม่น่าเชื่อว่า 5 ชั่วโมงก่อนหน้านี้เรายังอยู่บนยอดจะงอยอันไกลโพ้นตรงนั้น เผลอแปบเดียวกลับลงมาข้างล่างแล้ว ก็คงเหมือนชีวิตคนเราแหละเนาะ มีขึ้น มีลง ไม่มีอะไรแน่นอน จงใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีความสุขอยู่กับปัจจุบันของเราให้มากที่สุดดีที่สุดเนาะ สาธุค่ะ ^^

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s