Once upon a time on Mount Kinabalu #7# inaccessible to any but winged animals

เราก็นั่งพักรอพระอาทิตย์ขึ้นแถวๆหน้าป้ายนั่นแหละ คุณไกด์ก็เปลี่ยนหน้าที่จากไกด์ไปเป็นคนจัดระเบียบป้ายจุดสูงสุด เพราะบางคนไปจองที่หลังป้ายไว้ ทำให้นักท่องเที่ยวคนอื่นไม่สามารถไปถ่ายรูปกับป้ายได้ ส่วนคุณป้อและชาวแก๊งที่เริ่มมารวมตัวกันเมื่อเห็นว่าคนขึ้นมากันครบแล้ว ก็เริ่มหาที่ทางของตัวเองเพราะว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว ( ถ้าเทียบทิศแล้ว Low’s peak ที่เรายืนอยู่มันคือทิศเหนือ มองไปทางขวาจะเป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น มองกลับไปทางที่เราเดินขึ้นมาจะเป็นทิศใต้ที่เป็นที่ตั้งของ South peak ตามชื่อเลย ) เอาจริงๆวิวพระอาทิตย์ขึ้นมันไม่ได้ทำให้เราตื่นเต้นเท่าไหร่แล้ว เพราะการที่เราพาร่างอันบอบบางขึ้นมาถึงจุดนี้ได้มันคือที่สุดของทริปนี้แล้ว แค่นั่งอยู่เฉยๆก็มีความสุขมากแล้ว ไม่มีอะไรมาสวยงามมากไปกว่านี้อีกแล้ว ^^

พระอาทิตย์โผล่หน้าจากภูเขาเบื้องหน้ามาทักทายเหล่าผู้รอดชีวิตบนยอดเขาแห่งนี้ ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ถึงคิวที่จะได้ถ่ายภาพกับป้ายจุดสูงสุดที่คนมะรุมมะตุ้มถ่ายกันอยู่เมื่อสักครู่นี้ วันก่อนหน้าที่เทรคกันท่ามกลางสายฝนแล้วก็กังวลกันว่าจะได้ขึ้นยอดรึเปล่า ขึ้นได้แล้วสภาพอากาศจะเป็นยังไง ท้องฟ้าเปิดไหม มีทะเลหมอกไหม บลาๆๆ ฯลฯ ตอนนั้นเราหวังแค่อย่างเดียวว่า ขอให้เค้าอย่าประกาศห้ามขึ้น ถึงอากาศจะแย่แค่ไหนก็ขอขึ้นมาถ่ายรูปกับป้ายนี้รูปเดียวก็พอใจที่สุดแล้ว แต่พอถึงเวลาจริงๆ มันกลับไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าที่ควร คือใจเรามันอิ่มเอิบไปด้วยความสุขและความภูมิใจมากๆแล้ว ป้ายเป้ยก็ไม่ได้อะไรมากเท่าที่ควรแล้ว (แต่ก็ถ่ายหลายใบอยู่นะ ฮ่าๆ)

2-4

ก็คงจะเปรียบได้เหมือนพวกวัตถุมงคลล่ะมั๊ง ถ้าเรามีธรรมะในจิตใจแล้ว สิ่งยึดเหนี่ยวภายนอกก็คงไม่จำเป็น ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเรามีความพอใจที่ได้ขึ้นมาบนยอด 4095 เมตรแห่งนี้ได้ทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ป้ายใดๆก็ดูจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว โหะๆๆ เวิ่นเว้อมาก

ไกด์บอกตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นแล้วล่ะ ว่าเราต้องลงกันตอน 6.30 นะ เพราะว่าต้องกลับไป Sayat-Sayat Check Point ให้ทัน 7.30 เพื่อไปรายงานตัวของ via Ferrata เราก้มมองนากา (ที่ใกล้ม่องแล้ว) หกโมงกว่า….. คือเอามีดมาแทงเอ๋เถอะค่ะ กว่าจะแบกสังขารน่ารักๆบอบบางๆนี้ขึ้นมาได้เนี่ย เราทั้งรีดทั้งขุดทั้งบีบเค้นพลังงานและกำลังใจทุกๆอย่างในชีวิตมาเพื่อทำมันให้สำเร็จ จะบอกว่าอีกแปบเดียวต้องลงไปแล้ว ล้อกันเล่นใช่ม๊ายยยยยยย!!!

  • เราก็นั่งประมาณการเลย ต้องเดินไป 1 กิโล แต่ความสูงจะลดลง 400 เมตร เรื่องความเหนื่อยไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ความชันของการลง และเส้นทางที่ต้องไปเนี่ยสิ ต้องตั้งใจจ้ำลงไปแบบไม่โอ้เอ้เลย ถึงจะมีหวัง… ย้ำ ว่าแค่มีหวัง และแค่น้อยนิดด้วย เพราะการลงเขาเนี่ยเป็นจุดอ่อนของเราเลย
  • อันนั้นประเด็นแรก ลองคิดว่าถ้าลงไปทัน แล้วไปไต่หน้าผาอีก 1-2 ชั่วโมง ขาก็จะได้ถูกใช้งานมากขึ้น มันก็จะบอบบางลงต่อการเตรียมรับมือศึกใหญ่ของเรา นั่นคือการเดินลงเขาไปอีก 6km วันนี้ คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ คิดว่าการลงเขาต้องสบายกว่าการขึ้นเขาสิ ใช่มะ เราก็เคยไม่เข้าใจเหมือนกัน เราเคยเป็นคนที่วิ่งลงเขาได้แบบเร็วปรื๊ดและสนุกสนาน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว (เจ๊แก่แล้ว 😥 ) ร่างกายเราตอนนี้ไม่เหมือนเดิม คือถ้ามันถึงจุด trigger เมื่อไหร่ มันจะเจ็บทุกก้าวที่ขาข้างนั่นเป็นข้างที่ไม่ได้ก้าวนำลง (งงไหม) เช่น เจ็บเข่าซ้าย แต่ก้าวขาซ้ายลง จะเจ็บน้อยกว่าก้าวขาขวาลง เพราะถ้าก้าวขาขวาลง ขาซ้ายต้องงอ และไปกระทบกระเทือนกล้ามเนื้อที่เรายังรักษาอาการบาดเจ็บไม่หายอยู่ เศร้า 😦
  • ประเด็นสุดท้าย มองไปรอบตัว วิวสวยขนาดนี้ จะให้เราเดินจ้ำๆไปเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่หยุดดื่มด่ำบรรยากาศอะ คงทรมานใจน่าดู

2-1
<Photo: SunLazy NurseAum copyright >

DSC07669_<หลังคาไกลลิบๆนั่นแหละ Sayat-Sayat Check Point เดินง่ายซะที่ไหนกัน -*- >

แบบนี้แล้วเราจะเสี่ยงที่จะรีบลงไปทำไม ใช้เวลาตัดสินใจไม่นานเลย หลังจากไกด์บอกไม่ถึง 5 นาที กำลังถ่ายรูปเล่นที่ป้ายจุดสูงสุดเลยเราก็ตัดสินใจจะไม่ลงไปเล่น via Ferrata ละ พอถ่ายรูปเสร็จเราเลยบอกทุกคนลงไปก่อนเลย เราขออยู่บนยอดนี้ให้ชุ่มฉ่ำใจก่อน แล้วจะค่อยๆตามลงไปเจอกันที่บ้านพักเลย พอบอกพี่ๆแล้วก็ไปบอกไกด์ เค้าก็ตกลงและส่งตัวแทน 1 คนอยู่เป็นเพื่อนเรา ซึ่งก็คือ…รอนนี่ The super guide ของเรานั่นเอง ส่วนวิลสันจะพาคนที่เหลือมุ่งหน้าไปจุดเช็คพ้อยให้ทันเวลา (ตอนแรกมีพี่อีกคนบอกว่าจะยังไม่ลงเหมือนกัน แต่ภายหลังพี่เค้าเปลี่ยนใจ เลยกลายเป็นเราได้ไกด์ส่วนตัวตลอดทางกลับบ้านพักเลย โย่ว)

DSC07611_

คราวนี้เจ้าแม่ slow life จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ถนัดซักที ตอนแรกก็ดื่มด่ำกับวิวแถวๆยอดเขาก่อน จากนั้นก็ขอถ่ายรูปเดี่ยวกับป้ายจุดสูงสุดอีกครั้ง แล้วจึงเริ่มเดินลงเมื่อเวลาประมาณ 7 โมง เออๆมีอีกเรื่องด้วย ซัมซวย S4 ของเรามันก็เฮงซวยสมชื่อ คือตอนนอนก็ชาร์จแบตมาจนเต็ม พอมาเจออากาศเย็นๆ ถ่ายรูปไปได้รูปสองรูป มันก็ขึ้นว่าแบตหมดแล้วก็ปิดตัวเองไปเลย เซ็งมากเหมือนแบกก้อนหินสับปะรังเคอยู่ก้อนนึง -*- เราเลยต้องใช้กล้องถ่ายรูปตลอดนับจากนี้ไปถึง Pendant Hut แทนที่จะเดินลงแบบคล่องตัวหน่อยเลยต้องเอากล้องถ่ายรูปมาคล้องคอ แล้วทางลงนี่ก็ไม่ง่ายเลย จำได้ว่าตอนเช้าก็แทบจะคลานขึ้นมา ขาลงสะพายกล้องเดินยักแย่ยักยันอยู่ซักพัก รอนนี่เลยบอกว่าเค้าสะพายกล้องให้ไหม โหย เทคแคร์ดีสุดๆอะ >O<

เดินลงมาได้หน่อยนึงลองมองย้อนกลับขึ้นไป โอ้โหขึ้นไปได้ยังไงวะเนี่ย ทั้งสูงทั้งชัน เรานี่ก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย อิอิ

DSC07660_

 

ตอนเดินลงเนี่ยแวะถ่ายรูปบ่อยมาก ตอนแรกเราเป็นคนขอแวะเอง หลังๆรอนนี่เป็นคนบอกให้หยุด แล้วไปยืนตรงนี้ๆ เค้าจะถ่ายรูปให้ บางทีมีบอกให้เราทำท่าตามที่เค้าบอกด้วยนะ คือแบบ เห้ยเป็นไกด์ที่ดีงามมาก ประทับใจจนลืมความดีความชอบของไกด์ที่อีเจี้ยนเลย คนนั้นแค่บอกว่าตรงไหนมุมดี คนนี้มีคิดท่าให้ด้วย (นี่คือ criteria ในการวัดความเป็นไกด์ที่ดีของแกใช่ไหม ฮ่าๆๆ) นอกจากวิวสวย มีช่างภาพส่วนตัว (ที่สกิลการถ่ายภาพไม่ค่อยได้เรื่องซักเท่าไหร่ วัดแสงเน่าบ้าง โฟกัสไม่ตรงจุดบ้าง เบลอเชียว composition ของภาพก็ทำเราปวดใจเหลือแสน แต่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมนะ ^^ นี่แหละนะที่ว่าภาพถ่าย คือการบันทึกความทรงจำ ถึงมันไม่สวยมาก แต่ขอแค่ว่าทุกครั้งที่เราหยิบมันขึ้นมาดู แล้วเราจำได้ว่าเรื่องราวตอนบันทึกภาพนั้นมันเป็นยังไง ก็คงเพียงพอแล้ว)

DSC07668_

DSC07649_

DSC07636_

และอากาศก็ยังเป็นใจมากๆด้วย แดดแรง ฟ้าใส ทะเลเมฆเยอะมากและหนามาก ชัดเจนเป็นกลุ่มก้อนไม่ฟุ้งกระจาย รอนนี่บอกว่าบนนี้อากาศเปลี่ยนได้ทุกนาที นาทีนี้ฟ้าใสแต่อีกหนึ่งนาทีข้างหน้าฝนอาจจะตกหนักก็ได้ น่ากลัวจัง…

20160229_063410_Richtone(HDR)

แล้วรอนนี่ก็พยายามจะอธิบายว่ายอดเขาต่างๆที่เราเดินผ่านมามันชื่ออะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเราจำไม่ได้ทั้งหมด (มีรู้จักแค่ Low’s Peak, South Peak กับ Donkey’s Ear Peak) ก็ถ่ายๆรูปไว้แล้วมาหาข้อมูลเพิ่มในเน็ตทีหลัง และเราก็ค้นพบว่าชื่อเรียกไม่เห็นเหมือนที่เค้าบอกเลย สงสัยเค้าบอกมาเป็นภาษาท้องถิ่นมั๊ง เสียใจอะ น่าจะขออัดเสียงเอาไว้ 😦

หันหน้าเข้าหาป้ายจุดสูงสุด มองไปทางซ้ายจะเป็น Victoria’s Peak (4090m) ถัดไปทางซ้ายอีก Alexandria Peak (4003m)

DSC07582_

ซ้ายอีกก็ St.John’s Peak (4090m) และเลยไปทางซ้ายไกลๆคือ South Peak (3933m)

DSC07592_

ตอนเดินกลับจะผ่าน Donkey’s Ear Peak (4054m) ตอนนี้เหลือแค่หูเดียวแล้วเพราะแผ่นดินไหวทำให้หินแตกไป และนอกจากนั้นมียอดอื่นอีกเยอะ แต่จำไม่ค่อยได้เลี้ยว….

donkey ear 2

ระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวตะโกนเรียกเพื่อนที่อยู่ไกลออกไป ตะโกนเสียงดังมาก ไกด์ทุกคนที่อยู่แถบนั้นทำหน้าตกใจมากจริงๆ เค้าบอกตั้งแต่ก่อนขึ้นแล้วว่าห้ามตะโกน เพราะบนนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การตะโกนจะดูเป็นการไม่เคารพสถานที่ได้ เห็นเค้าตกใจเราก็ตกใจตาม พาลนึกไปถึงเหตุการณ์ที่มีกลุ่มฝรั่งไม่รู้กาละเทศะมาทำพฤติกรรมแย่ๆบนยอดเขานี้ แล้วไม่กี่วันถัดมาก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายที่นี่ เราคิดว่ามันน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยแหละ ใครอาจจะไม่เชื่อเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าอะไร แต่ขอละกันเนาะว่าอย่างน้อยเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ถ้าที่ๆเราเดินทางไปเค้ามีกฎเกณฑ์ความเชื่ออะไร ก็ช่วยเชื่อฟังกันสักนิด แล้วจะไปทำตัวพิเรนทร์อะไรก็ไปทำที่ๆไม่ทำให้ใครเดือดร้อนละกันนะ

เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ว่าเกิดขึ้นเมื่อ 5 มิ.ย. ปี 2015 เวลา 7 โมงกว่า รอนนี่เล่าให้ฟังว่าวันนั้นเค้าอยู่บนยอดด้วย  แผ่นดินไหวรุนแรงมากจนทุกคนที่อยู่บนยอด 130 กว่าคน ต่างรับรู้ได้ถึงความสั่นสะเทือนนั้น (magnitude of 6.0) แต่โชคดีที่ไม่ได้รับอันตราย เพราะว่าส่วนที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากแผ่นดินไหวไม่ได้อยู่ตรง Low’s peak แต่เป็นแถวๆ Donkey’s Ear Peak ก้อนหินได้ถล่มและไหลลงมาทับกับคนที่กำลังเดินอยู่ในเส้นทางไหลของหิน รวมถึงบริเวณบ้านพักที่ base camp ด้วย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนจากสิงคโปร์ที่มาทัศนศึกษา ซึ่งทางไหลของหินที่ว่า มันเป็นทางเดียวกับเส้นทางเดินจาก base camp ขึ้นสู่ยอดเขา ตอนนั้นมีทั้งนักท่องเที่ยวและไกด์กำลังเดินอยู่มากมาย…

DSC07673

หลังจากอธิบายเสร็จแล้วรอนนี่ก็ชี้ให้ดูร่องรอยบนภูเขาที่มีรอยแหว่งไปอย่างชัดเจน ผิวของภูเขาปกติจะสีออกเทาๆ แต่ส่วนนั้นจะเป็นสีขาว (ผิวด้านในของเนื้อหิน) เห็นได้ชัดเจน พอมองลงไปตามทางก็จะเห็นหินขาวๆมากมายต่างขนาดกันไป ก้อนที่ใหญ่ที่สุดเราประมาณด้วยสายตาว่าขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 20-30 เมตรเลยทีเดียว T_T ตอนนี้เส้นทางที่ถูกหินถล่มได้ถูกปิดไปแล้ว แต่ว่าเมื่อใช้เส้นทางใหม่จะยังต้องเดินเฉียดเส้นทางเก่าและอ้อมลงไป base camp อีกทาง ตอนเดินผ่านเส้นทางนั้น รอนนี่เล่าให้ฟังว่าเพื่อนเค้าเสียชีวิตในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้น 3 คน มีการชี้ให้ดูด้วยว่าคนไหนอยู่ตรงบริเวณไหนบ้าง เห้ยนี่มันยิ่งกว่าดูสารคดีที่ไหนเลยนะ เราได้มาเดินในสถานที่ๆเคยเกิดโศกนาฎกรรม ฟังเรื่องราวจากคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนมากเหมือนเราไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แววตาของรอนนี่ดูเศร้ามากตอนพูดถึงเพื่อนเค้า (ตอนเรากลับมาค้นข้อมูลเพิ่ม มีข่าวว่ามีไกด์ถึง 4 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เพราะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวด้วย)DSC07671

เราถามต่อ ว่าแล้วคนที่อยู่บนยอดทำยังไงต่อล่ะ ในเมื่อทางเดินถูกหินถล่มแล้ว… ตอนนั้นเส้นทางเดินก็ยังไม่ปลอดภัย พวกเขาเลยต้องอยู่รอบนนั้น คนตรง base camp ก็พยายามขอความช่วยเหลือจาก headquarter ข้างล่าง แต่กว่าหน่วยกู้ภัยจะขึ้นมาได้เวลาก็ล่วงเลยไป 4 โมงเย็นแล้ว เฮลิคอปเตอร์ถูกส่งขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายเสบียงให้กับคนที่ติดอยู่บนยอดเขา แต่สภาพอากาศเลวร้ายเกินกว่าจะลงจอดหรือประคองเครื่องลงมาใกล้ๆได้ จึงได้แต่หย่อนอาหารลงมา ซึ่งก็ได้รับบ้าง หายไปตามซอกเขาบ้าง… สุดท้ายแล้วพวกไกด์นี่ล่ะต้องช่วยกันสร้างเส้นทางชั่วคราวเส้นใหม่เพื่อลำเลียงผู้คนลงมาจากยอดเขานั้นโดยปลอดภัย ^/|\^ แต่กว่าจะอพยพคนลงมาถึง headquarter ได้ทั้งหมดก็ล่วงเลยไปถึงอีกวันเลยเชียว

นอกจากนั้นไกด์ก็ช่วยทีมกู้ภัยค้นหาและลำเลียงผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิตด้วย ยังไม่หมดนะ พวกเค้ายังเป็นกลุ่มคนที่ช่วยสร้างเส้นทางเส้นใหม่ที่เราใช้เดินอยู่ เริ่มสร้างกันเดือน พ.ย. ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ เพียงเดือนเดียวก็สำเร็จพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าไกด์เหล่านี้เปรียบเสมือนหัวใจหลักในการดูแล รักษา สร้างสรรค์ และปกป้องภูเขาคินาบาลูแห่งนี้ให้ดำรงอยู่ เค้าอาจจะคิดว่าที่นี่คือบ้านของเค้าเลยด้วยซ้ำ

อย่างรอนนี่ซุปเปอร์ไกด์ของเรา ขึ้นยอดเขานี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 600 ครั้ง ถ้าเผลอพูดว่าหลายร้อยครั้งจะโดนฮีแก้ให้ว่า หกร้อยนะ คงอารมณ์ประมาณว่า ตรูขึ้นมาตั้งหกร้อยจะลดเหลือร้อยนึง ไม่ยอมนะ ฮ่าๆ ขำอะ

(เรื่องราวอาจผิดพลาดได้ ด้วยสกิลภาษาอังกฤษง่อยๆของเรา ตรงไหนผิดพลาดไปบอกได้นะครุช)

2-5

ระหว่างทางแอบได้ยินรอนนี่วอคุยกับวิลสัน ว่าชาวแก๊งที่ล่วงหน้าลงไปเล่น via Ferrata ไปทันเวลาแค่คนเดียวคือคุณพี่นุ่น ที่เหลือเลยเสียดายกันใหญ่เลย ขนาดเราที่เป็นคนแรกที่ขอถอนตัว พอกลับมาดูรูปแล้วยังแอบเสียดายด้วยเลย คือมันเท่มาก ดูน่าเล่นมากเลยอะ

2-5-5

ขาเดินจากบ้านพักขึ้น summit ใช้เวลาสามชั่วโมงกว่า ขาลงก็ใช้เวลาไม่น้อยไปกว่ากันซักเท่าไหร่เลย ประมาณ 2 ชม.ครึ่ง นอกจากจะแวะถ่ายรูปและฟังบรรยายแล้ว ก็เพราะอาการบาดเจ็บกำเริบนั่นแหละ เริ่มเจ็บตั้งแต่ลงมาได้ไม่ถึง 500 เมตรเลยด้วยซ้ำ ก็เดินๆพักๆ พอกลับมาเจอบันไดก็แอบดีใจนะ จะได้ถอยหลังลงบันไดได้ เจ็บน้อยกว่า ด้วยอากาศที่ร้อน บวกกับร่างกายที่พิการ แถมน้ำก็หมด (อีกแล้ว) หิวด้วย เพราะอาหารที่กินไปตอนเกือบๆตีสองน่าจะถูกใช้ไปหมดแล้ว เดินลงมาเหมือนร่างไร้วิญญาณอะ…

กลับลงมาถึง Pendant Hut ทั้งร้อน ทั้งเจ็บ ทั้งหิว ดีที่มีอาหารเตรียมไว้ เราก็ซัดๆๆๆๆ นั่งสนทนากับเพื่อนห้องข้างๆถึงชะตากรรมอันทรมานที่ได้ประสบกันมาซักพัก ก็ไปจัดการเสื้อผ้าและเก็บข้าวของเตรียมเดินลง และไม่ลืมที่จะเติมน้ำใส่ถุงน้ำด้วย คราวนี้เติมเต็ม 2 ลิตรเลย กะว่าน้ำจะต้องไม่หมดกลางทาง เลยเหลือเลยคราวนี้ ฮ่าๆ ขาลงนี่กระเป๋าที่ฝากลูกหาบลงไปเกือบปิดไม่ลง อะไรที่ไม่จำเป็น (รวมถึงเลนส์กล้อง T_T) ก็ไม่แบกละ เพราะมั่นใจว่าคงไม่มีปัญญาหยิบกล้องออกมาถ่ายแน่ๆ อยากใช้สมาธิในแต่ละก้าวเดินให้มากที่สุด

2-8

ถ่ายภาพที่ระลึกตรงหน้า Laban Rata อีกครั้ง…..
แล้วก็ได้เวลาแห่งความทรมาน เรามาเดินลงกันเถอะ………
ความรู้สึกที่จำได้ก็คือ….

2-11

  • ร้อน
  • ง่วง
  • เจ็บ
  • ซักพัก ไม่ร้อนแล้ว
  • แต่ยังเจ็บ
  • เจ็บมาก
  • เจ็บเหมือนมีมีดมากรีดทุกก้าวที่เดินลง
  • และก็เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ
  • เมื่อไหร่จะถึงซักที
  • เราทำคนอื่นต้องมารออีกแล้วสินะ
  • อยากรีบนะ แต่ว่าแค่เดินยังเจ็บเลย ถ้าลงเร็วๆก็จะยิ่งกระแทกอะ
  • เศร้า…
  • บันไดที่ขาขึ้นเราเกลียดแสนเกลียด ตอนนี้เรากลับโหยหามัน เพราะเราเกาะราวแล้วถอยหลังลงได้
  • เจอบันไดธรรมชาติ ต้องพึ่งขาตัวเองอย่างเดียว
  • ไกด์ทั้งสองก็เดินปิดท้ายขบวนพร้อมสัมภาระบนหลัง
  • เราเดินช้ามาก กลัวทำเค้าลำบาก เพราะเค้าแบกของเยอะ แต่เค้าก็ไม่ยอมนำหน้าไป
  • ไกด์ดีเด่นจริงๆ -*-
  • รอนนี่บอกว่า no need to worry … แต่ตรู worry เฟร่ยยยย
  • เห็นไกด์มา เราก็ยิ่งรีบ ยิ่งรีบก็ยิ่งเจ็บ
  • บางจุดอยากจะพัก แต่พักนานไม่ได้เพราะจะยิ่งช้าเข้าไปใหญ่
  • นั่งพักทุก shelter เลย ไม่ไหวจริงๆ
  • ถ้าไม่เจ็บคงดีกว่านี้ แต่ว่ามันเจ็บไปแล้ว ทำไงได้ 😦
  • เดินเยอะๆ เห็นภาพหลอนด้วย
  • มองไปข้างๆเจอคนนั่งซุ่มยองๆอยู่ ตกใจมาก
  • ตั้งสติดูดีๆ อ้าว ท่อนไม้ผุๆนี่นา
  • สมงสมองไปหมดละเอ๋เอ๊ย

แต่อย่างน้อย ก็ขอบคุณทุกๆคนที่ยังรอกันนะคะ >_<
ขอบคุณที่ไม่หงุดหงิด ไม่บ่นความง่อยของน้องคนนี้ ขอบคุณจริงๆ
ขอบคุณที่ร่วมชะตากรรมกันมา ทั้งสุข ทั้งทุกข์
ขอบคุณสำหรับกำลังใจด้วยค่ะ
ผ่าน 5.30 ชั่วโมงอันแสนทรมาน เราก็มาถึง Timpohon gate
จบสิ้นกันที กับทริปทรมานร่างกาย แต่เติมเต็มจิตใจ ^_^
ยังๆ จบการปีนเขา แต่ยังต้องไปเที่ยวในเมืองต่ออีก แอร่ก สังขารจะไหวไหมเนี่ย……..

2-13

P.S.1 ตั้งใจจะรีบเขียนบล็อกของทริปนี้ให้เสร็จเร็วที่สุด เพราะเหมือนว่าเมื่อเวลาล่วงเลยไป ความรู้สึกมันจะค่อยๆจางลงไป (ไอ่ความทรมานทั้งหลายนั่นแหละ) เหลือแต่ความสวยงาม แล้วมันอาจจะทำให้เราหน้ามืดได้ เลยอยากเขียนเตือนตัวเองไว้ นี่ปั่นไวที่สุดละ กลับมาจากทริปนั้นเกินเดือนแล้วค่อยถึงตอนลงจากเขา slowlife จริงเชียว

P.S.2 ตอนหาข้อมูล เจอประโยคนึงที่ท่าน Sir Hugh Low ได้พูดเอาไว้เมื่อปี 1851 เค้าพูดถึงยอดเขาไว้ว่า

“the highest point is inaccessible to any but winged animals”

แต่สุดท้ายคุณ John Whitehead ก็มาพิชิตมันได้สำเร็จในปี 1888 (เพิ่งรู้ว่าอีตา Low นี่ค้นพบแต่ไม่เคยขึ้นสำเร็จ กากอะ :P)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s