Once upon a time on Mount Kinabalu #6# You’re standing at the hightest peak of Mt. Kinabalu

จากการตกลงกันว่าเราจะตื่นนอนเป็นคนแรก เลยตัดสินใจตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่ตี 1 เพราะการจราจรในห้องน้ำคงจะคับคั่งน่าดู กับสมาชิกจำนวนไม่ต่ำกว่า 20-30 คนในบ้านน้อยหลังนี้ แต่เรากลับตื่นก่อนเวลาที่ตั้งปลุกเอาไว้เสียอีก ทำไมทั้งความเมื่อยล้า ทั้งยาคลายกล้ามเนื้อ ทั้งอากาศที่หนาวเหน็บ กลับไม่ทำให้เรานอนพักผ่อนให้ยาวนานเพื่อจะได้เก็บแรงไว้สู้ศึกหนักที่จะมาถึงแบบที่ใจต้องการ เราตัดสินใจอยู่ซักพักว่าจะนอนต่อประมาณ 15 นาทีดีไหม แต่อีกใจก็บอกมาว่าไหนๆก็รู้สึกตัวตื่นและไม่รู้สึกง่วงแล้ว ก็ไปเข้าห้องน้ำเลยดีกว่า

และก็เป็นดังคาด เราเป็นสมาชิกคนแรกของบ้านที่มาเข้าห้องน้ำ เลยทำธุระได้อย่างสบายใจแต่น้ำนี่หนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจเลยเชียวล่ะ บรึ๋ยยยย

กลับเข้ามาในห้อง ยังไม่ถึงเวลาที่ตั้งนาฬิกาปลุกตอนแรกไว้ด้วยซ้ำ เราก็จัดการทาครีมกันแดด (จริงๆน่าจะเรียกว่าอาบ) เห็นออกเดินตอนกลางคืนแบบนี้แต่ว่าขากลับเนี่ยแดดมาแล้วแน่ๆ รักจะลุยแล้วก็ต้องไม่ลืมรักษาผิวหน้าและผิวกายกันด้วยนะฮับ และหนึ่งในสิ่งที่ลืมไม่ได้เลยก็คือการเขียนคิ้ว ส่องไฟฉายวับๆแวมๆเขียนคิ้วอย่างสบายใจมาก ดีนะที่ไม่เบี้ยว 😛 จากนั้นก็จัดการเครื่องแต่งกายให้พร้อมกับอากาศอันหนาวเหน็บ

รีวิวเสื้อผ้านะครัช เราใส่เสื้อ 4 ชั้น มีเสื้อกล้าม heat tech Uniqlo ทับด้วยเสื้อยืดธรรมดา ทับด้วยเสื้อ fleece Patagonia แล้วทับด้วยเสื้อกันหนาว heat tech มีฮู้ดของ Uniqlo อีกตัว (แบบถ้าใส่ตัวเดียวจะกันได้ประมาณสิบปลายๆเอง) ด้วยการที่เราไม่มีเสื้อกันหนาวแบบเลิศๆ เลยต้องอาศัยจำนวนชิ้นเข้าสู้ กางเกงก็ใส่ heat tech extra warm legging ของ Uniqlo เจ้าเก่า ทับด้วยกางเกง trekking ของ Columbia แบบเดินกลางวันธรรมดาเลย เอาอยู่จ๊ะ ถุงเท้าใส่สองคู่ ข้างในเป็นถุงเท้าแยกนิ้ว (กันถุงน้ำขึ้น) ทับด้วยถุงเท้าธรรมดา (กันหนาวและช่วยลดแรงกระเสียดสีกับรองเท้า) รองเท้า ถึงจะหนาวแค่ไหนก็ใส่คู่เดียวพอ Keen คู่เดียวเที่ยวทั่วโลก หุหุ หมวกไหมพรมแมนยูฯใบเก่ง ^^ จริงๆพกผ้าพันคอแมนยูฯยัดใส่ไปด้วย แต่ไม่ได้หยิบออกมาใช้เลย เพราะมันไม่ได้หนาวขนาดนต้องใช้ และถุงมือสองคู่ จริงๆคู่เดียวก็พอแล้ว แต่ถุงมือไหมพรมเรามันบอบบางเกินกว่าจะไปจับเชือก เราเลยใส่ถุงมือปั่นจักรยานทับไปอีกชั้นเลย ด้วยความคับทำให้มันอุ่นแน่นมาก >~<

แต่งตัวเสร็จจัดกระเป๋าเสร็จแล้วก็นั่งๆนอนๆรอสมาชิก เสร็จแล้วก็ออกไปกินอาหารมื้อแรกของวัน เป็น continental breakfast เวอร์ชั่นขัดสน มีแค่ขนมปังปิ้งกับเนยและแยม เครื่องดื่มมีกาแฟไม่มีโกโก้ T_T เราเลยกินชาผสมครีมเทียมแล้วมโนเอาว่ากำลังจิบชานมสวยๆท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ แต่จริงๆแล้วรีบมาก ยัดมาก กลัวทำคนอื่นรอ

ไกด์ทั้งสองของกลุ่มเรามานั่งรอตั้งแต่ประมาณตีสองได้ แต่กว่าพวกเราจะจัดการอะไรๆเรียบร้อย จนโยกย้ายร่างอันหนาวเหน็บออกมาหน้าบ้านได้ก็ใช้เวลาพอควร กลุ่มอื่นๆก็ทยอยๆกันเดินไปก่อนละ เช้านี้พี่หนุ่ยตัดสินใจไม่เดินขึ้น summit กับพวกเราด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ ฟังแล้วน่าเสียดายมากๆเลยแต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของพี่เค้าอะเนาะ ถึงตัวพี่หนุ่ยจะไม่ขึ้นไปด้วยแต่ก็ฝาก tag ขึ้นไปเป็นตัวแทนด้วย ว่าเราได้ไปด้วยกันจนสุดทาง ดูดีอะ ^^

พร้อมออกเดินทางจริงๆเวลา 2.45a.m. altitude 3300+ อาการปวดเมื่อยแทบไม่มีเลย เพราะว่าได้ยาดีแน่ๆ ^^ เปิดไฟฉายคาดหัวพร้อม แต่ว่าไม่ได้เอา trekking pole ขึ้นไปด้วยเพราะเค้าบอกว่าจะมีเชือกให้จับไต่/เดิน ในบริเวณที่ไม่สามารถเดินปกติได้ ถ้าถือ trekking pole มันจะเกะกะ มือถือและกล้องก็เก็บใส่เป้ทั้งหมดหมดเลย กะไว้ว่าเอาตัวเองให้รอดขึ้นไปได้ก็เป็นบุญแล้ว คงไม่มีอารมณ์มาถ่ายภาพกลางทาง

แก๊งเราเดินนำขบวนโดยพี่อั้มสุดสวย ตามด้วยน้องป้อและซันนี่ และสมาชิกที่เหลือก็เดินตามกันมา คือตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกเดินก็เป็นทางขึ้นเลยครัช ขึ้น ขึ้น และก็ขึ้นยาวๆ อากาศก็หนาว เครื่องก็เย็น พยายามเดินช้าๆแล้วนะ แต่เดินไปไม่นานชีวิตก็เข้าสู่ลูปเดิมนั่นก็คือ เหนื่อย เหนื่อย และเหนื่อย พอพี่อั้มพักเราก็พักด้วย และทุกคนข้างหลังก็พักตาม… พักยังไม่ทันหายเหนื่อยเลยอ้าวไปต่อแล้วเหรอ ก็ต้องเดินตามกันไปเพราะทางมันแคบและข้างหลังตามมากันเยอะ คราวนี้เริ่มเหงื่อออก เริ่มร้อนแล้ว ตอนแรกก็รูดซิปเสื้อชั้นนอกลงก็ช่วยได้หน่อยนึง พยายามเดินช้าลง เค้าพักเราพักด้วย เดินไปเรื่อยๆเค้าไม่พักเราก็ต้องพักแล้ว สุดท้ายเลยบอกให้ไปกันก่อนเลยเดี๋ยวเราค่อยๆเดินตามไปเอง จะได้ไม่กดดันด้วย เหลือสองหนุ่มที่อาสาอยู่เป็นเพื่อน คือพี่บีบีสุดหล่อ และ รอนนี่ไกด์ประจำกลุ่ม โหย ณ จุดนั้น สองคนนั้นคือผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลกแล้ว ไม่ว่าฟ้าจะถล่มแผ่นดินทลายหรือเราจะง่อยแค่ไหน แต่เรายังมีชายหนุ่มถึงสองคนที่พร้อมจะอดทนรอและคอยเดินอยู่เคียงข้างเลยนะ อิจฉาไหม ฮ่าๆๆ เหนื่อยจนบ้าไปแล้ว 😛

ทุกๆคนบอกเราว่า ไม่ต้องรีบ เดินช้าๆ อยากจะบอกว่าตอนนั้นเดินช้าจนจะเป็นหอยทากอยู่แล้วแต่มันก็ยังเหนื่อยอยู่ดี T_T เกิดมาก็ไม่เคยเดินขึ้นมาสูงขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยเดินตอนเช้าขนาดนี้มาก่อนด้วย ครั้งก่อนที่เคยเดินตอนตีสามกว่าเนี่ย คราวนั้นเดี้ยงกลางทางเลยนะ แล้วคราวนี้ตื่นเช้ากว่าและอยู่ที่สูงกว่าวันนั้นมากกว่าพันเมตร จะรอดไหมนี่ ยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเครียด ยิ่งร้อนด้วย พอมองขึ้นไปสูงๆ ถึงแม้จะไม่เห็นเส้นทางแต่ว่าจะเห็นแสงจากไฟฉายของคนที่เดินขึ้นไปก่อน แบบว่าโอ้โห เราต้องขึ้นไปอีกไกลขนาดนั้นเลยเหรอ มันสูงมากกกกกกก มองไปข้างหน้าเจอทางราบก็เดินได้เรื่อยๆ พอเห็นบันไดปุ๊บนี่ขาแทบจะก้าวไม่ออก ต้องหยุดบิ้วอารมณ์แปบนึงก่อนทุกครั้งค่อยลุยต่อ นึกแล้วก็ซึ้งใจพี่บีบีนะที่ไม่หงุดหงิดหรือมาเร่งให้เราเดิน เราหยุดเค้าก็หยุดด้วย เราจะเดินต่อเค้าก็ไปต่อ เราเดินได้เต่ามากจริงๆนะ ขนาดเราเป็นคนเดินง่อยเองยังกลัวจะไปไม่ถึงยอด หรือไปถึงไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ดูแล้วพี่เค้าสามารถเดินได้ไวกว่านี้แน่ๆ แต่ต้องมาติดแหงกอยู่กับเรา ถ้าเราทำให้พี่เค้าพลาดจุดนั้นไปคงจะเสียใจมากๆ บ่นเสร็จละพอใจละ ได้เวลาเดินต่อ อิอิ เดินไปซักพักต้องถอดหมวกไหมพรมเก็บแล้ว เพราะมันร้อนจริงๆ เดินไปอีกซักพักก็ถอดเสื้อตัวนอกด้วย คราวนี้ค่อยเย็นสบายหน่อย…

ถึงจุด Sayat-Sayat Check Point ~3700m เราเดินขึ้นมาครึ่งทางแล้ว ทั้ง distance และ elevetion gain ตรงนี้เป็นจุดสุดท้ายที่ต้องลงชื่อแล้ว ถ้าไม่มีบัตรห้อยคอก็จะไม่ได้ผ่านไป (เค้าว่างั้นนะ) พอพาเราไปลงชื่อเสร็จแล้วรอนนี่ก็เดินไปนั่ง จริงๆจุดนั้นยังไม่เหนื่อยจนต้องพักนะยังอยากไปต่อเพราะกลัวขึ้นไม่ทัน แต่เค้าคงให้เราพักล่ะมั๊ง พักก็พักวะ…

ก็หาก้อนหินมานั่งพัก พอหย่อนก้นลงไปเท่านั้นแหละ หัวมันรู้สึกวูบๆ หัวมันหรือหัวเรา…หัวเราสิไม่ใช่หัวมัน เย่ย ถูกแว้ว!! -*- เออจะหัวอะไรช่างมันเหอะ แต่รู้สึกมึนๆหัวครั้งแรกตั้งแต่ออกเดินทางเลย ตกใจมาก อากาศไม่พอรึเปล่านะ รีบหายใจเข้าฟรืดๆๆใหญ่เลย ฮ่าๆ เราถึงกับต้องขอยาดมพี่บีบีมาใช้เลยนะ มั่นใจได้ว่าคนอายุขนาดพี่เค้าน่าจะพกยาดม แล้วเราก็ไม่ผิดหวัง 😀 พยายามจะกินขนมเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด แต่กินไปได้สองคำก็กินไม่ลง เลยอาศัยจิบๆน้ำแทน

ออกเดินทางต่อจากจุด Check Point คราวนี้เจอบันไดอีกหน่อยนึงก็เจอสิ่งที่เราหวั่นใจแล้ว นั่นคือเชือก T_T มันมีเชือก ก็แปลว่าทางต้องยากจนเดินแบบปกติไม่ได้ใช่ปะ คือเส้นทางช่วงนี้จะเป็นหินเรียบๆน่าหวาดเสียวมาก เจอเชือกตรงไหนธัญลักษณ์พุ่งเข้าเกาะ แต่ต้องระวังคนข้างหน้าด้วย เราจะรอให้คนข้างหน้าผ่านระยะสายตาเราไปก่อน เพราะกลัวเค้าปล่อยเชือกแล้วทำเราเสียการทรงตัว รวมทั้งกลัวไปเหวี่ยงเชือกเค้าด้วย พูดง่ายๆคือใครอย่ามายุ่งกับเชือกตรูนะ อิอิ ช่วงนี้รอนนี่ขึ้นมาเดินนำแล้ว จากที่ระหว่างทางตั้งแต่เริ่มออกเดินเค้าจะเดินปิดท้ายตลอด น่าจะเพราะตอนแรกเค้ากลัวเราหยุดพักแล้วเค้ามองไม่เห็น แต่ช่วงนี้ทางเริ่มยากเค้าเลยต้องเป็นคนนำ เราสังเกตว่ารอนนี่แทบไม่ได้เกาะเชือกเท่าไหร่เลย บางทีเค้าหยิบเชือกขึ้นมาส่งให้เราแล้วเค้าก็เดินปกติไป บางทีเค้าไม่หยิบให้ เราก็หยิบเองแล้วเดินปุเลงๆตามไป จนเค้าบอกว่าถ้าจับเชือกมันจะหนักนะ ตรงนี้เดินได้ โอเคเราก็เดินตามเค้าไป บางทีเดินอ้อมเส้นทางเชือกเรานี่ใจแป้วเลย จากนั้นคือถ้าเค้าให้จับเชือกเราก็จับ แต่ถ้าเค้าเดินเองเราก็จะไม่จับละ ไหนๆก็ตามกันมาขนาดนี้แล้วก็ต้องตามกันต่อไปอะนะ 🙂 แต่ว่าพอเจอช่วงเชือกแล้วระบบการหายใจเรากลับทำงานได้ดีกว่าที่คาดไว้มากๆเลย น่าจะเป็นเพราะเราเปลี่ยนหลักการหายใจใหม่อะ ใช้สูตรจาก >>คลิปนี้<< เลย ขอบคุณเพจ “ กล้ามกรรมกร-Labour Workout” มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

พอหายใจสะดวกขึ้น ประกอบกับท้องฟ้าที่มืดมิดมาตลอดทางเริ่มถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันอ่อนๆแล้ว มันเหมือนมีแรงฮึดมาจากไหนไม่รู้เลยนะ เดินได้เรื่อยๆแทบไม่ต้องพักเลย แต่ก็ยังกังวลอยู่หน่อยๆ บ่นกับรอนนี่ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นแล้วเนี่ย เค้าก็บอกว่าไม่ต้องห่วง พวกเราเดินกันไปแบบนี้ทันถึงยอดตอนพระอาทิตย์ขึ้นแน่ๆ… พวกเราน่ะทัน แต่ที่ไม่ทันคือลมหายใจของขี้มูก น้องน้อยได้ม่องเท่งเข้าสู่ hibernate mode ไปตรงป้าย 8KM มองไปทางซ้ายมือเห็นเงาของ South peak รำไรๆด้วย แต่เราต้องเดินต่อไปข้างหน้า อีกแค่ 500m แค่ก็จะถึงยอดเขาแล้ว แต่มูกมันคงพยายามยื้ออย่างเต็มที่แล้วแหละ อันนี้ต้องโทษเราคนเดียวเลยที่ไม่ยอมเอา adaptor มาด้วย ข้อดีของนากาเค้าคือชาร์จขณะใช้งานได้ เอ็งก็ซื้อมาเพราะอยากใช้งานแบบยาวๆไม่ใช่เหรอ แล้วดันมา under estimate battery consuming ได้ไง แบบนี้อยากจะเขกกะโหลกตัวเองซักสามที เห้อ ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าระยะสูงสุดที่มูกน้อยวัดได้คือ 3923m นะครัช ไม่รู้อีกนานแค่ไหนกว่าจะได้ไปที่ๆสูงเกิน 4000m อีก เศร้าใจจุง…

DSC07568_

Last 500 meters…. เดินแบบเซ็งๆเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาความเร็วไปได้เพราะปรับตัวได้อย่างดีแล้ว พี่บีบีมีแวะถ่ายรูปแสงสีส้มที่โผล่มาจากยอดเขาไกลลิบๆด้วย มองด้วยตาแล้วมันสวยมากแต่เราถ่ายรูปออกมาแล้วไม่ค่อยสวยเลย เบลอด้วย อาจจะเพราะใจเราขึ้นไปอยู่บนยอดไปแล้วก็เป็นได้ เลยไม่ได้สนใจในจุดนี้เท่าที่ควร ช่วง 100 เมตรสุดท้ายเจอผู้คนเยอะมาก เค้าคงมานั่งจับจองที่นั่งกันได้ซักพักแล้ว ทางตรงนี้เป็นหินต้องปีนต้องไต่ยากพอสมควร โชคดีที่รอนนี่สังเกตเห็นสกิลความง่อยของการไต่หินของเราเค้าเลยคอยจูงเราตรงช่วงที่เดินยากๆ จนไกด์คนอื่นที่เห็นต้องหันมาบอกเราว่า โหยไกด์คนนี้บริการดีมากๆเลยนะ ดูแลอย่างดี เราก็ไม่รู้ว่านี่เป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานของลูกทัวร์รึเปล่า แต่ว่าซาบซึ้งมาก *_* เราก้มหน้าก้มตาไต่ไปเรื่อยๆจนเห็นเพื่อนร่วมทริปบางคนละ กำลังจะเดินไปหา รอนนี่ก็นำทางเราไปบอกว่ามาทางนี้ๆ เราก็เอาวะ ไปไหนไม่รู้แต่ตามไปก่อนละกัน จนเค้าบอกว่าถึงแล้ว ตอนนั้นเวลาประมาณ 6 โมงกว่า มองไปตรงหน้าคือป้าย You’re standing at the hightest peak of Mt. Kinabalu. คุณซุปเปอร์ไกด์พาเรามาจนสุดทางจริงๆ ดีใจ ปลื้มปริ่ม ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ จุดที่ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะมาถึง กับ Low’s peak 4095 meters above sea level เอ๋ทำได้  Yeahhhhhh~~~~~~~~~

12819195_975358882543952_5502654669129930513_o

<Photo: SunLazy NurseAum copyright >

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s