Once upon a time on Mount Kinabalu #4# สู่ความเวิ่งว้างอันไกลโพ้น

พอก้าวออกมาปุ๊บ เจอบันไดลงยาวๆเลยจ้า งงเลย คือคิดไว้ว่าต้องมีขึ้นมาลง แต่ว่านี่ลงยาวๆ คือยิ่งลงไปเยอะเท่าไหร่ก็แปลว่าเราต้องเหนื่อยไต่ขึ้นมาเยอะกว่านั้นอีก แค่เริ่มก็เป็นกังวลแล้ว จริงๆบันไดลงนี้เดินไม่ยากเลย สบายๆมาก แต่เพราะเรามีปัญหากับการ downhill นี่แหละ ลงยาวๆจะกลัวว่าเจ็บตั้งแต่เริ่มไหมนะ…

1-13

แต่มันก็ไม่มากมายซักเท่าไหร่ ไม่นานเกินรอก็พ้นทางลง และหลังจากนั้นเราก็ไม่เจอทางลงแบบนั้นอีกเลยตลอด 6km ข้างหน้า  😥 😥 😥

แรกๆก็เดินเรียงๆกันไปติดๆกัน พอเดินไปซักพักเริ่มเหนื่อย เลยลดสปีดการเดินลง แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี เหนื่อยจนต้องหยุดพักหายใจ เราเป็นแบบนี้ทุกครั้งเลยที่เริ่มเดิน เหมือนมันเครื่องร้อนช้า หรือจะเพราะว่าเราเริ่มเดินจากที่สูงหว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล ยิ่งกังวลก็ยิ่งเครียด เลยพยายามไม่คิดอะไรมากค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ หายใจลึกๆ ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ อากาศเย็นสบายดีฝนไม่ตกแล้ว

1-14

เส้นทางตอนแรกค่อนข้างน่าเบื่อนะ มีแต่บันไดและบันได ผ่านไปซักพัก บันไดก็ยังไม่หายไป แต่ว่ามันเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะปกติเวลาเดินขึ้นเขาเราจะพยายามมองทีละช่วงสั้นๆเพื่อสร้างกำลังใจ “เออเราเดินไปให้ถึงต้นไม้ข้างหน้านู่นนะแล้วจะได้พัก ทางคงสบายขึ้นละ” แต่พอเดินไปถึงเราก็จะพบว่ามันเป็นทางเลี้ยวขึ้นไปสู่บันไดอีกทอดนึงซึ่งสูงกว่าและชันกว่า ตอนนั้นเริ่มปรับตัวได้แล้วหายใจได้ดีขึ้นแล้ว จิบน้ำบ่อยๆ ก็จะไม่อยากพักเดี๋ยวเครื่องเย็น แต่แทนที่พอผ่านช่วงชันๆแล้วเราจะได้เดินชิลๆประคองร่างไป กลับกลายเป็นว่าเราต้องไปต่อในจุดที่ไม่ได้ง่ายไปกว่าช่วงที่แล้วมาเลย มันเป็นอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ จนเจอ shelter แรก เจอพี่บีบีนั่งรออยู่ คราวนี้ไม่สนเครื่องเย็นเครื่องดับละ ขอพักซักหน่อยละกัน แอบเอากล้วยจากกล่องอาหารกลางวันออกมากินด้วย เพิ่มพลังงานและกำจัดน้ำหนักไปในตัว อิอิ จากนั้นไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าซักหน่อย โหยน้ำเย็นมากๆ เย็นจนมือชาเลย ตอนเราเดินร่างกายมันร้อนมันไม่รู้เลยว่าอากาศภายนอกจริงๆแล้วเย็นมากแค่ไหน… ออกจากห้องน้ำมาสมาชิกก็ตามมากันครบแล้ว ก็เริ่มออกเดินทางฝ่าดงบันไดกันต่อไป

1-15

1-16

คือไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีที่เป็นบันได ทางชันๆเวลาเจอบันได้มันเหมือนจะง่าย ปลอดภัยกว่าที่จะต้องไปปีนป่าย แต่มันก็จะจำกัดระยะของการก้าวของเราไว้ที่ขนาดบันได แต่ข้อเสียก็คือมันน่าเบื่อมากนะ ถ้าต้องปีนต้องเลือกว่าเราจะวางเท้าไว้ไหนดี มันก็สนุกและท้าทายไปอีกแบบ (จำได้ว่าตอนขึ้นยอดดอยหลวงเชียงดาวตอนที่ต้องจับหินแล้วโหนตัวขึ้นไป เป็นช่วงที่เราชอบมากๆช่วงนึงเลย) แต่แรกๆของการเดินเส้นทางนี้จะมีแต่บันไดสองแบบ คือบันไดมนุษย์สร้าง มีราวให้เกาะเลย (อันนี้น่าจะสำหรับทางที่อยากเกินกว่าจะให้เดินแบบปกติ) กับอีกอย่างคือบันไดแบบที่เค้าเอาไม้มาวางไว้ตรงพื้นเพื่อกันดินให้อยู่ระหว่างขั้นที่ไม้กั้นเอาไว้ (งงมิ) ประมาณแบบในรูปนี้

DSC07531_

ทางธรรมดาที่ไม่ใช่บันได นานๆทีจะโผล่มาให้ชื่นใจ

DSC07536_

เป็นการเดินที่เราบ่นมากที่สุดในชีวิตแล้วอะ บ่นไปก็ตั้งชื่อให้บันไดไป บันไดนรก(ไหนตอนแรกยังบอกสวรรค์อยู่เบย), บันไดไม่รู้จบ, บันไดแห่งความท้อแท้, บันไดสิ้นหวัง, บันไดดูดพลัง สารพัดชื่อที่จะตั้งให้บันได

1-18

เดินไปได้ซักพักฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา เราเลยควักเสื้อกันฝนออกมาใส่ ปลื้มปริ่มมากน้ำตาจะไหลเพราะเสื้อซื้อมาแพง ซื้อมาเพื่อลุยทริปภูสอยดาวตอนครึ่งปีก่อนแต่ว่าทริปนั้นไม่เจอฝนเลย คราวนี้ได้ใช้แล้วค่อยชื่นใจขึ้นมาหน่อยนะ คือเป็นเสื้อกันฝนแบบพอดีตัวเลย ก็ใส่เสื้อแล้วสะพายเป้ไว้ข้างนอกแบบเดิมเพราะฝนตกไม่หนักมาก… ตกไม่หนักมาก… ตกไม่หนักมากแต่ตกไม่หยุดเลยวุ้ย เอามือไปลูบๆที่เป้ โอ้น้ำชุ่มฉ่ำเลยวุ้ย คือมันกันน้ำได้ระดับนึงแต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปสัมภาระข้างในแฉะแน่ๆ เลยตัดสินใจเปลี่ยนการแต่งตัวใหม่โดยสะพายเป้ไว้ข้างในแล้วเอาเสื้อกันฝนคลุมทั้งคนทั้งกระเป๋าอีกที แต่ว่าเสื้อเรามันแบบพอดีตัวพอต้องมาคลุมกระเป๋าแล้วน่าเกลียดมากยังกับคนหลังค่อมแหนะ -*-

1-19

รูปนี้หน้าแย่มาก อยากให้โฟกัสที่ฉากหลังนะคะ -*-

เดินไป บ่นไป ทะเลาะตบตีกับบันไดและเสื้อกันฝนไป ซักพักก็พบกับ shelter แต่ว่าชื่ออะไรจำมิได้ ตอนนั้นน่าจะประมาณ km3 แล้ว เวลาประมาณเที่ยงๆเลยตัดสินใจพักกินกลางวันตรงนี้ เหมือนจะไม่มีใครในแก๊งถ่ายรูปเอาไว้เลยแฮะ เพราะสภาพตอนนั้นแย่มาก คือเปียกฝน และขาก็เริ่มล้ามากแล้ว หิวอีกต่างหาก ในนั้นก็ยังกับสลัมเพราะผู้คนแออัดกันมากๆ แถมคนสูบบุหรี่พ่นกันควันขโมงเลย เรายืนงงๆไม่มีที่ลง แล้วก็มีคุณลุงชาวเกาหลีลุกให้เรานั่งด้วยอะ ซึ้ง T_T คุณลุงนอกจากจะสละที่นั่งให้เราแล้วยังแบ่ง energy bar ให้เราอีกต่างหาก เราไม่ค่อยอยากได้หรอก รับไว้เพราะมารยาทเฉยๆเพราะสัมภาระและขนมตุนของเราก็พอมี ไม่อยากจะแบกอะไรเป็นภาระเพิ่ม เราเลยตอบแทนคุณลุงด้วยการจะแบ่งแซนด์วิชจากกล่องอาหารให้ แต่ว่าตอนนั้นคุณลุงถือถุงขนมแบบเยอะมาก บอกเราว่าเค้ากินไม่ไหวแล้ว ก็โอเคไป สุดท้ายเราก็ยัดของกินทั้งกล่องเข้าไปในร่างกายได้ (ยกเว้นแครกเกอร์ที่ไม่น่ากินเลยก็เลยทิ้งไป ไม่น่าเบย)

เติมพลังกันเต็มที่แล้วก็เตรียมออกเดินทาง เรามัวจัดแต่งเครื่องแต่งกาย เทรกกิ้งโพล กว่าจะเป็นที่พอใจชาวแก๊งก็เดินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายโมง เป็นจุดที่เราถ่อสังขารผ่านมาครึ่งทางแล้ว แต่ว่าเวลาก็ใช้มาครึ่งนึงแล้วเช่นกัน นั่นแปลว่าเราจะต้องเดินต่อไปด้วยระยะทางเท่ากับที่เดินมาจากจุดเริ่มต้น ด้วยเวลาพอๆกับที่เดินออกมาตอนแรก แต่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ความสูงประมาณ 2400m สูงกว่าที่เราเคยเทรกมาตลอดชีวิต แถมฝนตก อากาศเย็น และขาของเรานี่ก็จะไม่ไหวแล้ว ปวด เมื่อย ล้าไปหมด

20160228_133109

ตอนนี้เราเดินเทรคคนเดียวกลางป่าแล้วจริงๆ มองไปข้างหน้า หันไปข้างหลัง ไม่เจอใครเลย เลยขอเซลฟี่หน่อยละกัน (มันใช่เวลาไหม -*-)

นอกจากความเหนื่อยล้า และความเปลี่ยวเหงาที่เข้ามาเยี่ยมเยียนแล้ว บันไดที่เราบ่นว่าน่าเบื่อมาตลอดทาง แต่ก็แอบขอบคุณมันว่าถึงจะเหนื่อยแต่อย่างน้อยก็ทำให้เราเดินง่ายล่ะวะ ตอนนี้มันได้เปลี่ยนมาเป็นบันไดธรรมชาติแล้ว ไม่ได้มีขั้นๆแบบที่เราชอบบ่นแล้ว หึหึ คราวนี้แหละเอ๋เอ๋ย ชอบนักไม่ใช่เหรอที่ได้เลือกตัดสินใจว่าจะวางขาลงตำแหน่งไหนดีนะ ไม่น่าเบื่อดีใช่ไหม มาได้จังหวะพอดีเชียวนะ ตอนเรากำลังเหนื่อยล้าท้อแท้แบบนี้ เห้อ

20160228_134116

แล้วยิ่งเดินเท่าไหร่ก็ตามคนข้างหน้าไม่ทันซักที แถมคนข้างหลังก็ไม่มีใครแซงเราไปเลย ทำไมหว่า??? เออช่างมันเหอะ มีหน้าที่เดินก็เดินไป เดินไปก็ดราม่าไป บ่นไป เบื่อๆก็เดินไปร้องเพลงไป ชิลดีนะ นี่ใช่ไหมที่หลายๆคนบอกว่าชอบไปเดินป่าคนเดียวเพราะได้ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองจริงๆ ฟังเสียงตัวเองและธรรมชาติแบบเต็มที่ ตอนผ่านจุด 2600m มีแอบขนลุกเล็กๆ (ไม่ได้ปวดฉี่นะ) ว่าเราเดินขึ้นมา ณ จุดที่สูงกว่าสุดสูงสุดของประเทศไทยแล้วนะ เก่งจังเลย //ปรบมือแปะๆ

เดินๆไปถึงประมาณ km4 มีป้ายบอกว่า Danger zone, Please move faster through this zone (มิได้ถ่ายรูปมา) ณ จุดนั้นเอ๋ตาเหลือกเลย คือเห้ยตรูเดินคนเดียวอยู่กลางป่าตอนฝนพรำๆ มามีป้ายบอกว่าโซนอันตราย แต่ไม่บอกว่าอันตรายอะไร แล้วจะให้ระวังอะไรดีฟระ มาบอกว่าให้เดินเร็ว เอ๊ะ fast through this zone คือให้เข้าโซนนี้ไวๆ หรือให้ผ่านไปไวๆเนี่ย ควรเดินเร็วหรือเดินช้ากันแน่ ถ้าทางมันลื่นก็ไม่ควรเดินเร็วปะ หรือจะมีหินถล่ม หรือว่ามีสัตว์อันตราย คือไม่บอกอะไรเลย คราวนี้เลยไม่ร้องเพลงละเดินจ้ำๆแทน หลอนมาก ~_~

20160228_143359

ผ่านไปได้ซักพักก็ได้กลับมาเดินชื่นชมธรรมชาติใหม่ เพราะเมื่อยขามาก ไม่มีแรงจ้ำแล้ว เลยหยิบเอาขนมที่คุณลุงอาจอชีแบ่งมาให้ชิ้นนั้นเอามากิน เห้ยมันอร่อยมาก ไม่เคยคิดว่า cereal bar มันจะอร่อยขนาดนี้มาก่อน แถมกินแล้วก็มีแรงเพิ่มขึ้นด้วย ไหนใครว่ามันเหนียวและไม่อร่อยกันนะ อันนี้ไม่เลย ชอบสุดๆ นี่แหละนะ มิตรภาพที่พบในป่าดงพงไพรมันช่างหอมหวานและสวยงามแบบนี้นี่เอง (เหนื่อยจนเพ้อไปแล้ว)

20160228_135404

หยุดพักตรงป้าย km5 แปบนึง ตอนเริ่มออกเดินมีคนให้กำลังใจมาว่า “last kilometer” ฟังแล้วฮึกเหิมมาก แต่หารู้ไม่ว่าจุดที่เริ่มรู้สึกว่าเดินยากและชีวิตแย่มาก คือหลังจาก km5 เป็นต้นไปนั่นแหละ ไม่เหลือทางชิลอีกต่อไปแล้ว มันเป็นหินเรียบๆ แล้วพอเจอฝนเข้าไปเราก็จะกลัวลื่น (แต่จนจบทริปไม่ได้ลื่นซักปรื๊ดเลยนะ โชคดีมากๆ) พอกลัวมันก็จะไม่ค่อยกล้าก้าวไม่กล้าลงน้ำหนัก ก็เลยยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ เริ่มมีอาการเหนื่อยและหายใจไม่ทันขึ้นชัดเจนมากๆ คือพยายามเดินช้าๆแล้ว หายใจลึกๆแล้ว แต่ว่ามันเหนื่อยง่ายกว่าเดิมมาก เดินได้ซัก 10 ก้าวก็ต้องแอบพัก แล้วก็ดราม่ากับตัวเอง

คือพอไม่ไหวก็พัก แต่พอพักแล้วก็ทำให้ถึงจุดหมายช้าลง แต่เรามีกำหนดเวลาที่ต้องขึ้นไปถึงก่อน 4 โมงเย็นให้ได้ มันขัดกันเองเข้าใจมะ ว่าไม่ไหวแต่ต้องรีบ โอเคถ้ากัดฟันเดินก็น่าจะทันเวลาอยู่ แต่ว่าคืนนี้เราจะได้พักผ่อนอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะต้องเริ่มออกเดินอีกครั้งแล้ว คราวนี้เราเริ่มเดินที่จุด 3000+ เลยนะ ชาตินี้ยังไม่เคยอยู่ที่สูงขนาดนั้นมาก่อน แล้วต้องออกเดินกลางดึก ด้วยความชัน ด้วยความสูง ด้วยความล้า อย่าว่าแต่จะทำเวลาเลย คือไม่เห็นหนทางที่จะขึ้นไปถึงยอดได้เลยด้วยซ้ำ จะง่อยตายกลางทางรึเปล่าก็ไม่รู้ เราไม่มีสกิลอะไรพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เคยเดินป่ากับเพื่อนแค่โลสองโลก็เหนื่อยแล้ว ทั้งๆที่คนอื่นยังไม่มีอาการอะไรเลย แล้วนี่เราจะเอาอะไรไปขึ้นถึงยอดได้วะ เห้อ แล้วถึงจะถึงยอดได้ ก็ต้องไต่ลงมาเล่นอี via Ferrata อีก จะลงมาทันได้ยังไง ขาก็เจ็บอีก แล้วถ้ารีบลงแล้วบาดเจ็บอะ หรือถ้าลงมาทัน แล้วพอเล่นแล้วก็จะทำให้การเดินลงเขาของเรามีปัญหามากขึ้นไปอีกรึเปล่า บลาๆๆ

ในใจมันคิดแต่เรื่องอะไรแบบนี้วนเวียนไปหมด เหนื่อย อ่อนล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง เศร้าใจ ไปต่อก็ลำบาก จะถอยก็ไม่ได้ เป็นอะไรที่แย่มากๆ ที่แย่ไปกว่านั้นคือ น้ำหมด อะไรจะซวยขนาดนั้น แบบซวยมาก เพราะหนึ่งในวิธีป้องกัน altitude sickness ที่เรากลัวนักกลัวหนา คือการจิบน้ำบ่อยๆ แต่นี่มาโบ๊ะแตกน้ำหมดเอาตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม ตายสถานเดียว T_T

20160228_141340

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s