Once upon a time on Mount Kinabalu #3# การเดินทางได้เริ่มขึ้น

1-2

ชั่วเวลาไม่นานนักจาก Kinabalu Pine Resort พวกเราก็มาถึง Kinabalu National Park (1585m) มาจุดนี้เราต้องทำอะไรกันหลายอย่างเลย อันดับแรกต้องลงทะเบียนนักท่องเที่ยวเพื่อจะเดินขึ้นเขา อันนี้ทางทัวร์จะจัดการให้ เราแค่ส่งมอบพาสปอร์ตให้เค้าไปก็เป็นอันจบกันละ อย่างต่อไปคือสัมภาระ พวกเราทุกคนจะแบ่งสัมภาระเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือของสำคัญ/ของมีค่าที่จะนำติดตัวตลอดการเิดินทาง ส่วนที่สองคือของที่จะต้องใช้คืนนี้หรือเช้าวันพรุ่งนี้ จะให้ลูกหาบแบกขึ้นไปให้ และส่วนที่สามคือสัมภาระที่เหลือจากสองส่วนแรก เราจะทำการฝากเอาไว้ที่อุทยานข้างล่างนี้ไว้ แล้วค่อยกลับมารับคืนหลังจากลงเขามา ค่าน้ำหนักสิ่งของที่จะให้ลูกหาบแบกขึ้นไปคือ 13 MYR/1KG ฟังเหมือนว่าแพงจัง แต่มารู้ทีหลังว่าเรทนี้คือรวมขึ้น/ลงเลย เค้าชั่งครั้งเดียวตอนขึ้น ถ้าอย่างนั้นก็ดูไม่ค่อยแพงเท่าไหร่แฮะ… ส่วนของที่ฝากเอาไว้ที่อุทยานคิดเป็นจำนวนชิ้น ราคาเท่าไหร่หว่า…..???

จัดการเรื่องสัมภาระเสร็จแล้ว จะทำอะไรกันดีล่ะคะ นอกจากถ่ายรูป ถ่ายแบบร่างกายยังสดชื่นสวยงามกันให้หนำใจ เพราะต่อจากนี้นี่เละแน่นอน ทำใจไว้เลย T_T

1-3

ไปเข้าห้องน้ำ นอกห้องน้ำวิวก็สวย เราก็แอบแวะเซลฟี่เล่นๆ ฟี่ไปฟี่มามีหนุ่มมาขอถ่ายรูปด้วยนะ แล้วเค้าก็ส่งรูปมาให้เราด้วย หุหุ (ฮอตจริงๆ -*-) เค้าเป็นคนมาเลเซีย ชื่อ…(ถามแล้วแต่จำมิได้) บอกว่าครั้งนี้มาขึ้นคินาบาลูเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เพราะจะฝึกร่างกายเพื่อเตรียมไปเดินป่าที่เนปาล เราก็คุยๆเดาๆเล่นๆว่า จะไป EBC (Everest Base Camp) เหรอ ฮีบอกว่า EBC ไปมาแล้ว นี่จะไปขึ้นเลเวล 6000-7000 เมตร โอ้แม่เจ้า อกอีแป้นจะแตก เห็นตัวเลขแล้วจะเป็นลม ทำไมคนที่จะไปปีนเขาโหดๆเค้ามาซ้อมที่นี่กัน แปลว่าที่นี่ต้องโหดประมาณนึงเลยน่ะสิ โฮวววว ม่ายยยยยย แล้วง่อยๆแบบเราจะไหวไหมนี่ กรีดร้อง คุยเสร็จก็บอกว่า เออเราไปหาเพื่อนก่อนนะ เจอกันบนเขานะครุช แล้วก็ร่ำลากันไป (ปกติเวลาเจอบทสนทนาแบบนี้ ก็มักจะไม่ได้เจอกันอีก แต่คนนี้เราไปเจอเค้าทั้งบนเบสแคมป์ข้างบน แล้วก็บนยอดด้วยนะ ถือว่าดวงสมพงษ์กันพอควร)

1-3-5

พอกลับมา ก็เหมือนกับว่าไจม่อนไปลงทะเบียนให้เสร็จแล้ว เราทุกคนจะได้แท็กห้อยคอคนละอัน เหมือนเป็นบัตรประจำตัวต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพราะจะต้องมีการเช็คชื่อระหว่างทาง สุดท้ายแล้วถ้าเราทำป้ายหายไปเค้าจะไม่ให้ขึ้นไปที่ยอดเขา (แต่ไปบอกข้างบนอีกทีว่าถ้าหายให้รีบบอก ไกด์จะได้ไปเจรจาต่อรองให้ เอ๊ะ เอ๋งงงวย) Anyway ป้ายนี้ก็ควรค่าแก่การสวมใส่และสะสมอย่างมาก มีชื่อเขียนติดเลย ลายก็สวยงามสายห้อยก็สวยงาม ปลื้มอกปลื้มใจถ่ายรูปเล่นกันใหญ่

1-5 20160228_085750 20160228_085007

แล้วเราก็ได้จับแจกอาหารกลางวันที่จะไว้กินระหว่างทางวันนี้ มีแซนด์วิช กล้วย แครกเกอร์ และไข่ต้ม ฟังดูเป็นอาหารแห้งพกสะดวกดี แต่ไม่นะครัช มาเป็นกล่องอย่างดี และกล่องใหญ่มาก กว่าจะยัดเข้าไปในกระเป๋าสัมภาระได้เล่นเอากระเป๋าเกือบปูด เห้อ! ตรงนี้เราก็ได้พบกับไกด์ที่จะมาคอยดูแลพวกเราตลอด 2 วันข้างหน้านี้ มี 2 คน ชื่อ รอนนี่ กับวิลสัน (มีกฎไว้ว่าไกด์ 1 คน ต่อนักท่องเที่ยวได้มากสุด 6 คน กลุ่มเรา 7 คนเลยได้ไกด์ 2 คน ดีเชียว) และไกด์ทั้งสองคนนี้ก็จะรับหน้าที่เป็นลูกหาบด้วย ฟังแล้วตกใจเลย คือลูกหาบไม่ใช่ว่าต้องรีบแบกของขึ้นไปส่งเหรอ จะให้มาคอยดูแลระหว่างทางพร้อมกับแบกของไปด้วยเนี่ยนะ แต่ละคนก็ตัวผอมแห้งแรงน้อย แต่เค้าบอกไหวก็น่าจะไหวล่ะมั๊ง สู้ชีวิตกันมากจริงๆ *0*

1-6 1-7 1-8

1-9

จากนั้นไจม่อนจะไปส่งพวกเราตรงจุดเริ่มเดินที่ Timpohon Gate (1882m) ทุกคนก็แห่กันขึ้นรถปุเลงๆไป แล้วไจม่อนก็เพิ่งมาแจกน้ำเอาตอนนี้ เค้าคงหวังดีอยากจะมาส่งเราให้ไกลที่สุดค่อยให้แบกน้ำ แต่เดี๊ยนเนี่ยแบกถุงน้ำมา รอคอยน้ำแจกมาตั้งแต่เช้า จนกินข้าวเสร็จก็แล้ว จัดสัมภาระแบ่งให้ลูกหาบก็แล้ว ชะเง้อคอรอเมื่อไหร่จะได้รับน้ำนะ จนลงทะเบียนอะไรเสร็จสรรพและยัดกล่องอาหารกล่องใหญ่มากลงกระเป๋าสำเร็จ พี่แกเพิ่งมาให้น้ำ แทบจะกุมขบับเลย เอ๋ต้องมาเทน้ำใส่เป้น้ำตอนจะเริ่มเดิน และเอาของออกมาจัดเรียงใหม่หมด กรีดร้องมาก ฮ่วย

DSC07528_

ช่างเถอะๆ เรื่องจัดของใหม่นั้นเล็กน้อยยิ่งนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่เรากำลังจะเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี่แล้ว พอมาถึง Timpohon gate ก็มี 2 สิ่งที่เราจะต้องทำก่อนเริ่มออกเดิน คือฟังบรีฟจากไกด์ และลงชื่อเช็คอินว่าชั้นได้ผ่านจุดนี้แล้วจริงๆนะยะ

1-10

วันแรกเราจะเดินกัน 6 km มุ่งหน้าสู่ Pendant hut ประมาณทุกๆ 0.5-1 km จะมี shelter ไว้สำหรับพักเหนื่อย มีห้องน้ำ มีถังขยะพร้อม ก็ถือว่าสะดวกสบายระดับนึงนะ งานนี้ไม่ต้องใช้บริการส้วมหลุมก็โอเคละ ^^ แล้วคืนนี้ค่อยตื่นขึ้นมาเพื่อเดินขึ้นไปถึง summit อีก 2.5km ตอนเช้าตรู่พอดี ระหว่างทางขึ้น summit ก็จะมีการเช็คชื่ออีกครั้ง ขอให้สมาชิกเก็บรักษาป้ายชื่อเอาไว้ให้ดี โย่ว! (เมื่อก่อนนี้จะมีเส้นทาง 2 ทางมุ่งหน้าสู่ที่พักจุดเดียวกันได้ แต่ปัจจุบันเหลือเส้นทางเดียวแล้ว ไม่แน่ใจว่าเพราะสาเหตุเรื่องแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนรึเปล่า)

1-11

เนื่องด้วยพวกเราสมัครกิจกรรม via Ferrata เอาไว้ ซึ่งจะต้องขึ้นไปฟังบรีฟที่ Pendant hut ตอน 4 โมงเย็น ถ้าไปลงชื่อไม่ทันฟังบรีฟก็จะอดเล่นกิจกรรมในวันรุ่งขึ้น ซึ่งอี via Ferrata เนี่ยก็มีปัญหาเรื่องเวลาอีก พรุ่งนี้หลังจากเราขึ้นไปชมธรรมชาติยามเช้าบนยอดเขาแล้วเราต้องลงมาแสดงตัวให้ทันเวลา 7.30 ด้วย มิฉะนั้นก็จะอดเล่นอีก คือมันหลายขยัก ทุกอย่างถูกตีกรอบไว้ด้วยเวลาไปหมด นอกจากชั้นจะต้องต่อสู้กับสังขารตัวเองเพื่อพาร่างน้อยๆไปให้ถึงข้างบน ยังจะต้องแข่งกับเวลาอีก ตายๆๆๆ จะรอดไหมเนี่ย เห้อ แต่บ่นไปก็เท่านั้น ยังไงก็ต้องไปอยู่ดี ถ่ายรูปก่อนดีกว่า ฮ่าๆๆ (มันใช่ม๊ายยยยย)

1-12

ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็เดินไปลงชื่อ แล้วก้ามผ่านประตูเพื่อจะเดินทางไปสู่ดินแดนสวรรค์ (รึเปล่านะ) ก็ที่ๆเราจะไปมันสูงขนาดนั้น ก็สงสัยเหมือนกันนะว่ามันจะสูงจนไปถึงสวรรค์เลยรึเปล่า…

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s