ใช้ชีวิตช้าๆในดินแดนแห่งความฝัน…สายหมอกและดอกไม้…ภูสอยดาว

จุดชมทะเลหมอกในเมืองไทยมีที่สวยๆให้เลือกเยอะแยะมากมาย
แต่จะมีซักกี่ที่ ที่หมอกลอยผ่านหน้าเราไปเหมือนกับเราเดินอยู่ในฝันยังไงยังงั้นเลย
ยิ่งถ้ามีทุ่งดอกไม้สวยๆกับอากาศเย็นๆด้วยแล้ว มันยิ่งฟินเข้าไปใหญ่ใช่ไหมล่ะ
ถ้ามันจะต้องแลกกับการเดินให้เหนื่อยซักหน่อย ยังไงก็คุ้มแสนคุ้มนะ
จากที่เราได้แต่ฝันว่าจะได้ไป ในที่สุดเราก็ได้ไปพบเธอ เธอช่างสวยงามเหมือนอยู่ในฝันจริงๆ…ภูสอยดาว…

11898561_1031564820209966_3126912015750406495_n


เมื่อก่อนนะ อยากไปไหนทีนึง ต้องวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน บางทีถึงกับข้ามปีเลย
แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว อยากไปไหน ถ้าต้องหาเพื่อนไป ก็รีบหา หาได้สองสามคน ก็ลุยเลย
ถ้าหาไม่ได้ ก็ดูว่าไปคนเดียวได้ไหม ถ้าไปได้ ก็ลุยเลยอีกเหมือนกัน
เช่นเดียวกับทริปล่าสุดของเรา ไปภูสอยดาว…
จริงๆเราเห็นรีวิวภูสอยดาวมาเยอะพอควร รู้สึกว่ามันสวย แต่ไปยาก
อยากไป แต่คงต้องใช้เวลาอีกเยอะเลยกว่าจะเตรียมตัวพร้อม… แล้วก็ไม่พร้อมสักที
แล้วอยู่ดีๆ ก็มีช่วงนึงที่มีแต่คนถามมาว่า อยากไปภูสอยดาว ไปเมื่อไหร่บอกด้วยนะจะไปด้วย
นับไปนับมา เห้ยจำนวนคนมันก็พอจะไปได้แล้วนี่ แล้วจะรออะไรล่ะ
เพื่อนพร้อม เงินพร้อม วันลาก็พอมี เหลือแต่ร่างกายที่ไม่พร้อม… ไม่เป็นไร จัดก่อนจะได้รีบฟิต

ครั้งนี้ไปกับทัวร์สะพายเป้ฯ อีกแล้ว หลังจากติดใจตั้งแต่ตอนไปดอยหลวงเชียวดาว
ทัวร์อะไรไม่รู้ เปลี่ยนทัศนคติการเที่ยวกับทัวร์ไปแบบสิ้นเชิง
ไม่มีชะโงกทัวร์ เป็นเหมือนญาติมิตรเพื่อนฝูงชวนกันไปเที่ยว
เค้าแค่อำนวยความสะดวกเรื่องรถ เรื่องสถานที่ และอาหารให้
ที่เหลือ เราก็ต้องแบกกสังขารเราไปให้ถึงจุดหมายปลายทางเอง ถ้าเดินไม่ไหวใครก็ช่วยไม่ได้นะคะ

ออกเดินทาง พฤหัสที่ 20 สิงหาคม 2015 นัดกันที่บิ๊กซีสะพานควาย
วันนั้นพอดีซวยงานเข้า กว่าจะได้เลิกงาน อาบน้ำ เก็บกระเป๋ารอบสุดท้ายจากออฟฟิศ ถ่อสังขารฝ่าสายฝนมาจุดนัดพบ ก็โคตรจะเหนื่อย
ข้าวเย็นก็กินที่ 0 อาหารที่บิ๊กซีนั่นแหละ เสร็จแล้วก็แปรงฟัน เตรียมนอน อิอิ
รถล้อหมุนประมาณสี่ทุ่ม ไปถึงตลาดเช้าที่พิษณุโลกประมาณตีห้า เราก็ไปตุนเสบียงรอบสุดท้ายกัน
กำลังจะโทรกลับบ้าน แต่ก็เห็นว่ายังเช้าอยู่ เลยไม่โทร หารู้ไม่ว่าเราได้ทิ้งโอกาสโทรศัพท์ที่ภาคพื้นดินครั้งสุดท้ายไป
เพราะที่ตัวอุทยานที่เรากะจะฝากความหวังไว้ มันไม่มีคลื่นโทรศัพท์แล้ว (มีแค่ TrueMove)

2015-08-21 10.17.37___

ไปถึงอุทยาน ล้างหน้า แปรงฟัน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า แล้วกิืนข้าวเช้า เสร็จแล้วเตรียมเสบียงไปกินกลางวันระหว่างทาง
ก็ได้เวลาออกเดินทางละ ประมาณ เก้าโมงเช้า กับระยะทาง 6.5 กม. ในการพิชิตลานสนภูสอยดาว

50c25911d861cba48f306ed03fe684e6

<Credit ในภาพเลยนะครัฟ>

ทางเดินช่วงแรกๆเป็นการเดินในป่าดิบชื้น อากาศเย็นสบายมาก คือถึงจะเหงื่อออกจนเสื้อชุ่มแต่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยมาก เพราะอากาศเย็น
เนินแรกที่เราจะต้องเจอคือเดินส่งญาติ อารมณ์คล้ายๆซำแฮกของภูกระดึง ที่ว่ามันไม่ได้ยากมาก แต่คนจะถอดในก็ตรงนี้
ไอ่เราก็กะไปชิลเพราะเตรียมตัวมาพอสมควร เดินๆสโลไลฟ์ไปเรื่อยๆ ผ่านสะพาน ผ่านน้ำตก ผ่านสะพานอีก
จนเริ่มเหนื่อยละ ทำไมไม่ถึงเนินส่งญาติซักที หรือว่าเราหลงทางกันนะ
(ก่อนหน้านี้มีทางแยก กลุ่มอื่นเลี้ยวซ้ายกันหมดแต่พี่ลูกหาบที่เดินใกล้ๆเราบอกว่าให้เลี้ยวขวาจะเดินง่ายกว่า เราเลยตามพี่เค้ามา)
พี่ลูกหาบก็เดินลิ่วไปละ เราเดินกันมากลุ่มเดียวไม่มีคนอื่นเลย เดินไปก็กังวลไป จนตอนหลังก็มาเจอกับกลุ่มอื่นที่เค้าเลี้ยวซ้ายไปตะกี้
เค้าบ่นอุบเลยว่าเดินยาก ทางชัน ไม่น่าเดินไปทางนั้นเลย ฮ่าๆ
เดินไปอีกพักนึงค่อยเห็นป้าย “เนินส่งญาติ” แม่เจ้าเดินมาตั้งนานได้ไม่ถึงกิโลเหรอเนี่ย เริ่มถอดใจละแฮะ แล้วที่เหลือจะรอดไหมนี่
[ตอนแรกเข้าใจว่าเนินส่งญาติ คือญาติมาส่งขึ้นภู จนถึงจุดนี้ญาติเดินไม่ไหวแล้วเลยเป็นเนินส่งญาติ แต่จริงๆไม่ใช่ ประวัติคือว่าบริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่สู้รบมาก่อน และจะทำการส่งศพทหารกล้าผู้ลาลับไปให้ญาติมารับ ณ จุดนี้ เลยเรียกว่าเนินส่งญาติ]

หลังจากผ่านเนินส่งญาติมา กลัวว่าจะเดี้ยง แต่ไม่แฮะ เหมือนเครื่องติดแล้วเราเดินสบายๆเลย
สภาพความฟิตที่อุตส่าห์ไปฟิตเนสซุ่มซ้อมมาได้เอาออกมาใช้ก็งานนี้แหละ
ความกังวลที่คอยหลอกหลอนตลอดหลายทริปที่ผ่านมา มันเริ่มๆจางหายไปแล้วนะ คือถึงเราจะสวยและดูบอบบาง แต่เราก็ไม่อ่อนแอนะ
จะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงใครอีกแล้ว อยากจะไปไหนเราต้องไปให้ถึงด้วยสองขาของเราเอง เก่งจัง 🙂

DSC06675___

2015-08-21 13.39.45___

เดินไปอีกซักพัก เริ่มพ้นจากแถวป่าดิบชื้น แสงแดดเริ่มสาดส่องมาโดนตัว ปลอกแขน หมวก ก็ถูกขุดออกมาใช้
พร็อบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ปลอกแขนเราผ้าดีระบายอากาศดี เนื้อผ้าเย็น ถืงมันแฉะเหงื่อแต่ไม่ทำให้เรารู้สึกเหนียวหรือรำคาญเลย ดีมากจริงๆ
ผ่านเนินปรายเซียน และเนินป่าก่อ ก็เป็นระยะทางประมาณครึ่งทาง แล้วเวลาก็ใกล้เที่ยงละ เลยตัุดสินใจหยุดกินกลางวันกันตรงนี้

DSC06658___

DSCF0171

พอท้องอิ่ม แรงก็ยังมี ทีนี้ก็สโลไลฟ์กันสนุกเลย คือมันไม่เหนื่อยมากจนทำให้เราหมดแรง แถมวิวข้างทางนี่ก็สุดยอดมากๆ เลยหยุดพักถ่ายรูปกันสนุกเลยล่ะ
มีแค่ช่วงท้ายๆที่จะชันหน่อย แล้วแรงขาก็เริ่มเหลือน้อยแล้ว ก็จะไปกันข้าหน่อย
trekking pole ช่วยเราไว้ได้เยอะมากๆ ผ่อนแรงสุดๆไปเลย รักมากๆ ไม่เสียแรงที่แบกมาเลยนะนี่ อิอิ

DSC06679___

 

DSC06799___

11000575_10153573214732090_5436881731816687779_n

ประมาณบ่ายสามก็มาถึงแล้ว ลานสนภูสอยดาว เย้ๆๆๆๆ
ถ่ายรูปกันซักพักใหญ่ๆเลย จนฝนเริ่มลงเม็ด เลยวิ่งๆๆๆไปตรงจุดกางเต๊นท์
นั่งพักหมดแรงอยู่ตรงฐานบัญชาการ ฝนตกหนักมากๆเลย รอจนฝนซาค่อยออกไปกางเต๊นท์ + เอาของไปเก็บ

DSC06699___
เสร็จแล้วก็ไปสำรวจสถานที่ซักหน่อย นี่คือแหล่งน้ำที่เราจะใช้ตลอดเวลา 2 วัน 2 คืน จากนี้ไป
ก็ดูสะอาดใช้ได้นะ แต่ถ้าต้องเดินมาตักน้ำเพื่ออาบน้ำ คงต้องเหนื่อยมากแน่ๆ
ถึงแม้ถ้าเราจะอาบน้ำ คนที่จะแบกน้ำจะไม่ใช่เราก็เถอะ แต่เราก็ไม่อยากเป็นภาระอะไรคนอื่นมากนักนี่นา
พูดง่ายๆก็คือ ขี้เกียจแบกน้ำ เลยไม่อยากให้คนอื่นมาเดือดร้อนแบกให้ เลยไม่อาบน้ำมันซะเลย เย้
แต่คนอื่นบอกนะว่าเราเนียน ใช้ทิชชูเปียกเป็นสิบๆแผ่นได้ เช็ดตัวอย่างสะอาด และทาแป้งอย่างดี ใครไม่รู้ก็นึกว่าอาบน้ำ
ประสบการณ์ไม่อาบน้ำ 2 วัน ที่ดอยหลวงเชียงดาว หล่อหลอมให้เราทนกับสภาพแบบนีไ้ด้เป็นอย่างดี โฮะๆๆ

 

DSC06694___

 

หลังจากนั้นก็ไปเดินหาจุดที่จนท.บอกว่ามีสัญญาณโทรศัพท์ + 3G แต่ปรากฎว่าแห้วครัช มีแค่ AIS ที่เจอสัญญาณ ดีแทคอย่างเราก็หงอยคอตกไป
ตกเย็นกลับมาดูพระอาทิตย์ตกแถวเต๊นท์

DSC06709___

คือภาพตรงหน้ามันสวยมาก พระอาทิตย์กำลังจะตก แล้วก็เห็นทะเลหมอกไกลลิบๆ เลเยอร์เมฆก็สวยดี ถือว่าดวงดีมากที่วิวสวยขนาดนี้ เพราะก่อนหน้านี้ฝนถล่มหนักเลย แต่เลนส์ฟิก 16 mm เรามันเก็บรายละเอียดไม่ได้ เทเลตัวใหญ่ที่อุตส่าห์แบกติดตัวขึ้นเขามาทั้งวันก็ดันลืมทิ้งไว้ในเต๊นท์ ถ้าจะกลับไปเอาเลนส์พอกลับมาตรงนี้ก็จะไม่ได้แสงนี้แล้ว เจ็บใจมาก T_T

แต่เรามี option สำรอง คือกล้องมือถือไง…. แต่ปรากฎว่า มือถือก็แบตหมดจ้า เวรกรรมที่สุดอะ เซ็งมาก สรุปคือก็ไม่ได้รูปพระอาทิตย์ตกดินสวยๆ ณ ภูสอยดาวเลย (วันถัดไปกะจะแก้ตัว ก็ปรากฎว่าหมอกลงหนาจนไม่เห็นพระอาทิตย์ตก เย้เย)

DSC06719___
ตกค่ำก็มากินอาหารกัน อาหารเย็นคืนแรก ณ ลานสนภูสอยดาว…หมูกะทะจ้า ไม่ให้เสียชื่อทัวร์นี้จริงๆ ว่ามาแล้วต้องกินอย่างราชา
แล้วคือไม่ได้มีแค่นี้ มีกุ้งอบวุ้นเส้นถั่วเขียวต้มน้ำตาล แล้วก็อะไรอีกไม่รู้จำไม่ได้ละ รู้แต่ว่าหิวมาก กินกันแร้งลงเลยทีเดียว
ตกดึกก็นั่งเม้ามอย ฟังเรื่องเล่านั่นนี่ ละก็ลองกินเหล้าต้มด้วยอะ
คือจริงๆเราไม่ถูกกับเหล้าถูก กินแล้วจะแพ้ จะเมา แต่คราวนี้นึกไรไม่รู้อยากลอง แล้วก็พอไหวแฮะ กินเพียวๆเลยนี่ล่ะ ใส่เกลือนิดหน่อย พอกล้อมแกล้มว่าเป็นวอดก้าได้ แหะๆ

พอดึกหน่อยก็ออกมาถ่ายดาวกัน ใช้สูตรเดิมจากคอร์สล่าช้างเผือก ณ ดอยหลวงเชียวดาว …
f กว้างสุด, speed shutter 30 วิ, ISO 1600, Focus ไปที่ infinity คราวนี้มาถ่ายกับ foreground เต๊นท์ ก็สวยงามไปอีกแบบ แม้จะไม่เจอทางช้างเผือก แต่ก็ทำให้ฟินได้เหมือนกัน ^^

DSC06738___

รูปนี้เกิดจากถ่ายดาวจนเบื่อละ ลองหาทางช้างเผือกดูดีกว่า ก็หันเปลี่ยนองศากล้องไปมั่วๆ ดันเจอแสงเขียวปริศนานี่ติดเข้ามาในรูป ตื่นเต้นใหญ่นึกว่าเป็นออโรร่า เลยลองถ่ายใหม่อีกรอบ ปรากฎว่าไม่มีแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าแสงเขียวๆนี้มันเกิดจากอะไร จะใช่แสงเหนือแบบที่เราคิดจริงๆรึเปล่า ใครสักคนช่วยบอกฉันทีได้ไหม อย่าปล่อยให้ฉันคิดไปคนเดียว #ความรักก็เช่นกัน

DSC06752___
วันที่สองตื่นแต่เช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่ว่าหมอกลงหนามากๆเลย พระอาทิตย์มีโผล่มาให้เห็นแค่แว๊บเดียวจริงๆ
คือแค่มัวตั้งค่ากล้อง หันมาอีกทีมันก็หายไปแล้ว มันขี้อายมาก ฮ่าๆ
ตรงหน้าคือ ยอด 2100 จุดสูงสุดของภูสอยดาว จะเปิดให้ขึ้นเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น เพราะมันอันตรายมาก ไว้เราจะกลับมาพิชิตให้ได้ คอยดูๆๆ

DSC06792___

โปรแกรมเช้านี้ ไปน้ำตกสายทิพย์กัน เดินไม่นานประมาณครึ่งวัน แล้วกลับมากินข้าวกลางวันที่ 0 บัญชาการ แล้วตอนบ่ายไปเดินดูทุ่งหงอนนาค
ทางเดินคราวนี้เดินลงตลอดเลย ลงไปน้ำตกชั้นล่าง (ไม่รู้ชั้นไหน) แล้วค่อยกลับมาวกขึ้นตรงแถวๆห้องน้ำของลานกางเต๊นท์
ทางที่เดินก็ชื้นแฉะตามสภาพของทางไปน้ำตกอะนะ ดินนิ่มๆเป็นเลนเป็นโคลน เราควรจะได้เปรียบคนอื่นเพราะมี trekking pole
แต่ดันเดินไปโม้ไป ว่าดีจริงๆที่พก trekking pole มา ช่วยได้เยอะเลย บลาๆ แค่แป๊บเดียวจริงๆที่สมาธิเสีย ลื่นจ้า ลื่นพรวดก้นจ้ำเบ้าเลย
เสื้อแมนยูและกางเกงเทรคกิ้งที่มีอยู่ตัวเดียว (ต้องใส่วันนี้ทั้งวันและพรุ่งนี้ขาลง) พร้อมทั้งเป้ deuter ที่เพิ่งถอยมาเพื่อทริปนี้ เละเทะหมด
จะไปโทษธรรมชาติก็ไม่ได้เพราะมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว เราเองที่เดินเข้ามาหาเค้า ทำไมไม่ระวังตัว ทั้งเซ็งทั้งอาย
เดินน้ำตกไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ละเพราะกลัวลื่น ฮ่าๆ แถมขาก็สั้น จะก้าวข้ามไปยืนบนก้อนหินบนกลางน้ำตกก็ไม่กล้า กลายเป็นเสียความมั่นใจไปเลย
แถมด้วความที่ป่ามันรก แสงน้อย เลยถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวย ก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายมาก เน้น slow life เป็นหลัก แต่ก็ไม่วายมีจ้ำเบ้ารอบสองนะ อายมาก -*-

 

DSC06810___

พี่ชาติ ซุปเปอร์ลูกหาบคนเก่งของเรา

DSC06835___
หลังๆนี่ต้องเก็บ trekking pole เลยอะ เพราะต้องปีนหน้าผาน้ำตก ไม้เม้ยไม่ใช้ละ สี่ตีนเท่านั้นครัฟ T_T

11954605_10153571241202090_2027980437552485990_n

หนังหน้าหลังจากจ้ำเบ้าไปสองรอบ ขอยืนหน้ากล้องหน้าสุดเลยจ้า

11219590_10153571250557090_4020797934628877576_n

 

เสร็จแล้วกลับมากินข้าวกลางวันด้วยความหิวโซ และฝนก็ตกลงมาอีก เราไม่สนใจละ นอน slow life เอาแรง ตอนบ่ายจะได้ไปเดินสวยๆถ่ายรูป อิอิ
ก่อนออกเดินทางช่วงบ่าย คุณโดม เจ้าของทัวร์ ที่วันแรกติดธุระ เค้าตามขึ้นมาวันนี้พร้อมลังไอติมขึ้นมาแจกลูกทัวร์
เห้ย แบบ ประทับใจนะ ไอติมยังเย็นๆอยู่เลย พี่แกแบกขึ้นมาไวมากอะ

11221579_828172797297307_213111216192224607_n

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเล้ยยย

ด้วยความที่ปีนี้ฝนตกช้าหรืออะไรก็ไม่รู้ ดอกหงอนนาคเลยบานน้อยกว่าที่คาดไว้
พี่ติง ไกด์ของเรา เลยอาสาพาแก๊งเราข้ามไปดูดอกไม้ที่ฝั่งลาว เพราะมันอุดมสมบูรณ์กว่า…
ฟังแบบนี้แล้วก็สะท้อนอะไรหลายๆอย่างนะ ทำไมดอกไม้ฝั่งลาวถึงยังเยอะ แต่ฝั่งไทยไม่ค่อยสวยแล้ว
เพราะเรามัวมุ่งเน้นการท่องเที่ยวมากไป จนลืมนึกถึงสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้รึเปล่าหว่า
แต่คิดว่าเค้าก็พยายามจะคงสภาพป่าไว้พอสมควรนะ ไม่แน่ใจว่าจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไหม แต่ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่น้อยมากๆ และการเดินทางเข้าถึงที่ค่อนข้างลำบาก ก็คงจะกรองคนได้ระดับนึงล่ะมั๊ง
ทำไมเราขี้บ่นจัง 😦

DSC06857___

DSC06887___

DSC06906___
ชมดอกไม้กันไปละ ก็วกกลับมาตรงหลักเขตแดนไทย-ลาว เพื่อจะไปจุดชมวิวอีกจุดนึง
อันนี้ไม่เคยเห็นในแพลน ไม่เคยเห็นในรีวิวที่ไหนเลย ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่คือสวยมากๆ

DSC06909___

ี่ที่เคยไปเขาช้างเผือกบอกว่า เอออันนี้อารมณ์ประมาณเขาช้างเผือกเลย เป็นเขาหญ้าสั้นๆ แล้วสองข้างทางเป็นเหวลงไป
อันนี้ฝั่งนึงมองไปเป็นป่าฝั่งลาว มองไปอีกด้านเป็นทิวเขาฝั่งไทย

 

11988401_683192145150460_6730928638367498210_n

ยืนอยู่บนยอด หมอกพัดผ่านตัวไปไวมากอะ เป็นอะไรที่ไม่เคยเจอมาก่อน amazing อะ
จากวิวสวยๆสุดลูกหูลูกตาที่เห็นในชั่วขณะหนึ่ง อีกนาทีข้างหน้ามันก็กลายเป็นสีขาวของหมอกเต็มไปหมด
แล้วเพียงลมพัดผ่าน หมอกนั้นก็อาจปลิวหายไป กลับไปกลับมาแบบนี้
การที่ธรรมชาติมันคาดการณ์ไม่ได้แบบนี้มันน่าอัศจรรย์ น่าค้นหามากๆอะ ชอบ
แต่ว่าเราก็ต้องแลกมาด้วยการ…ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดิน เพราะหมอกมาแล้วมาเลย พอบ่ายแก่พมอกไม่หายไปละ เศร้าเลย

DSC06952___

DSC06954___
ทำใจ แล้วกลับเต๊นท์ เพราะฝนทำท่าเหมือนจะตกหนักไล่หลังมา แต่สรุปก็มีแค่ละอองให้ตื่นเต้น ไม่ได้ตกหนักอะไร
ตอนแรกกะจะไปอาบน้ำที่น้ำตกซักหน่อย แต่เห็นฝนตก อาบน้ำตกเย็นๆกลัวจะไม่สบาย เลยขอพึ่งทิชชูเปียกอีกวันละกัน (อ้างเนาะ)

11951158_10153571768932090_3482245449178595921_n

อาหารเย็นเป็นอะไรจำไม่ได้ละ อลังการงานสร้างเหมือนทุกมื้อ แต่ที่ประทับใจมากๆคือของหวาน บานาน่าซันเดย์จ้า เห้ยแบบทัวร์นี้มีอะไรมา surprise ตลอด แถมมี butter cake S&P ด้วยนะ เอากะเฮียแกสิ กะว่าถ้ากินไม่อิ่ม พุงไม่ปลิ้น จะไม่ให้กลับไปเลยใช่ไหมคะ ฮ่าๆ
2015-08-22 20.05.18___

 

กลางคืนก็ฟ้าปิดจากเมฆฝนตอนเย็น ไม่ได้ถ่ายดาวเลย ก็เลยแยกย้ายกันเข้านอน
ตื่นมาแต่เช้า ฝนไม่ตก เครียดเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะถอยเสื้อกันฝนอย่างดีมา ทำไมไม่ได้ใช้ให้คุ้ม ฮ่าๆ
เลยใส่เสื้อกันฝนเดินเล่นแถวที่กางเต๊นท์ เจอพี่ๆลูกหาบมาเตรียมรับของขาลง เลยขอถ่ายรูปซักหน่อย

 

DSC06961___

ดินแดนในสายหมอก เราจะคิดถึงเธอนะ และเราจะกลับไปหาเธออีกให้ได้เลย… ภูสอยดาว

DSC06964___

 

ป.ล. ขาลง ตอนแรกทำเวลาได้ค่อนข้างดี แต่พอผ่านไปซักครึ่งทาง เข่าเอ๋เดี้ยง น่าจะมาจากที่บาดเจ็บจากการวิ่งเรื้อรังมา กว่าจะถึงข้างล่างก็ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมงได้ หึหึ slow life สมใจเลยไหมล่ะจ๊ะเอ๋…

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s