เที่ยวเชียงราย & ดอยผ้าห่มปก (Part II)

Backpacker Trip5 :: เที่ยวเชียงราย & ดอยผ้าห่มปก (Part II) 

วันรุ่งขึ้น (12 มกราคม 2013) ตื่นตี 3 ครึ่ง เตรียมเดินขึ้นยอดดอย แต่ว่าพี่เจ้าหน้าที่ประจำกลุ่มเราติดธุระ มาไม่ได้ เลยฝากกลุ่มเราไว้กับเจ้าหน้าที่อีกคน
กลุ่มเราเลยต้องไปเดินรวมกับเพื่อนร่วมทางอีก 2 คน … นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา
กว่าจะแซะตัวเองออกจากที่นอน ไปล้างหน้าล้างตา ไม่ทันไรก็ถึงเวลาตี 4 ที่เราจะเริ่มออกเดินทาง

เค้าแนะนำว่า ให้พกน้ำกันไปคนละขวด – -” คือแค่สังขารตัวเอง กับกระเป๋ากล้อง ยังไม่รู้จะไปรอดไหมเลย
สุดท้ายแล้วเพื่อนชายได้เสียสละแบกน้ำให้ ช่างเป็นคนดีอะไรเช่นนี้

ไม่รู้จะโทษดินฟ้าอากาศอันแสนหนาวเหน็บ หรืออากาศที่บางเบา
จะโทษร่างกายตัวเองที่ไม่แข็งแรง โทษพี่เจ้าหน้าที่กลุ่มเราที่ดันมาไม่ได้ตามนัด
หรือจะโทษโชคชะตาที่ทำให้เราต้องเดินรวมกับคนอื่นที่เดินกันเร็วมากกกกก จนทำให้เราต้องเร่งเดิน
สุดท้ายแล้ว ผลก็ออกมาเหมือนกันคือ เราหน้ามืด หมดแรง หายใจไม่ออก
พยายามลองฝืนตัวเอง แต่ก็ไม่ไหว สุดท้ายแล้วก็ต้องโหวตตัวเองออกจากรายการ…คุณไม่ได้ไปต่อ T_T อร๊ากกกกก

สรุปว่า เดินได้เลยม่อนวัดใจมาไม่กี่ร้อยเมตร นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ตรงนั้นพักใหญ่
โชคดีที่มีคุณพี่จากอีกกลุ่ม เค้าไปต่อไม่ไหวเหมือนกัน กับเพื่อนเราอีกคนที่อาสากลับเป็นเพื่อน Y_Y
เวลาผ่านไปซักพักใหญ่ ก็ปุเลงๆร่างกายกลับมาลานกางเต๊นท์

ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซักหน่อยละกัน

 


ไหนๆก็ไม่ได้ขึ้นยอดดอย ก็ขอปักหลักภาพพระอาทิตย์ขึ้น จากจุดชมวิวแถวจุดกางเต๊นท์
เส้นหยักๆที่เห็นคือทะเลหมอกที่ก่อตัวขึ้นมา (แต่หมอกลอยสูงไปหน่อย เลยเหมือนภูเขาหมอกมากกว่าทะเลหมอก)


ถ่ายแหลกเลย กะให้ชดเชยกับความเสียดายที่ไม่ได้ขึ้นยอดดอย T_T


ถึงแม้มันจะชดเชยไม่ได้ แต่เราก็คิดว่าวิวตรงจุดชมวิวสวยงามกว่าที่คิดมากๆเลย


สัญญากับตัวเองว่า สักวันเราจะต้องกลับมาพิชิตยอดดอยผ้าห่มปกให้ได้


แต่ขอกลับไปฟิตซ้อมร่างกายก่อน


เวลา 7 โมงครึ่ง อุณหภูมิ 5 องศา โอ่ยยยยย แล้วตอนเช้ามืดกว่านี้มันกี่องศาเนี่ยยยยย


ต่อด้วย ถ่ายภาพเทือกเขาพร้อมสายหมอกจางๆยามเช้าไปเรื่อยเปื่อย


พื่อนที่อาสากลับลงมาเป็นเพื่อนเรา กำลังนั่งเศร้าอยู่รึเปล่าเนี่ย T_T


ถ่าย portrait ให้ลูกชายซักหน่อย


ประมาณ 9 โมง เพื่อนๆก็ลงมาจากยอดดอยกัน รู้จากพวกมันว่า บนยอดดอยผ้าห่มปกมีแม่คะนิ้งด้วย (เสียดายยยยยยย)

พอรวมพลครบแก๊งแล้ว ก็ไปกินข้าวเช้าที่ร้านแม่อุ๊ยเจ้าเก่า
ถ้าไม่มีร้านี้ พวกเราคงแย่แน่ๆ ลำพังขนมปังที่ซื้อจากเซเว่นคงไม่พอประทังความหิวโหย
ข้ามต้มร้อนกรุ่นควันหอมฉุย แต่พวกเราแทบจะกินได้โดยไม่ต้องเป่า เพราะอากาศตอนนั้นหนาวมว้ากกก

กินข้าวต้มเสร็จแล้วก็โทรเรียกคุณพี่ก้านมารับพวกเราลงไป จุดหมายต่อไปคือบ่อน้ำพุร้อนฝาง
คราวนี้จะไปแช่น้ำอุ่นๆให้หายหนาวไปเล้ย

แต่ไม่ต้องรอให้ถึงตอนแช่น้ำพุร้อน แค่ระหว่างทางลงเขา อากาศก็อุ่นขึ้นแบบรู้สึกได้เลย
พอมาถึงตรงน้ำพึร้อน คนเยอะมว้าก น่าจะเป็นคนท้องถิ่นไม่น้อยเลย เหมือนคนกรุงมาเที่ยวสวนสาธารณะยังไงยังงั้น

บางที(และหลายๆที) ก็อิจฉาคนต่างจังหวัดเพราะแบบนี้เนี่ยแหละ

บรรยากาศของห้องอาบน้ำแร่จ้าาา


แช่น้ำแร่ได้เกือบๆครึ่งชม. คุณพี่ก้านก็มารอรับพวกเราไปส่งที่ท่ารถฝางที่เพิมที่ไปรับพวกเรามา
อากาศระหว่างทางจากตรงอุทยานไปตลาดฝางนี่เรียกได้ว่าร้อนมาก หยิบเทอร์โมมิเตอร์ออกมาวัด
ได้อุณหภูมิเกิน 30 องศาอีก (พอกลับมา ไม่สบายกันถ้วนหน้า อากาศเปลี่ยนมากเกิน)

พวกเรานั่งรถ Green Bus เจ้าเก่ากลับมาเชียงราย จุดหมายต่อไป…วัดร่องขุ่น


วัดเปิดให้เข้าถึง 5 โมงเย็น กว่าจะไปกันถึงก็ 4 โมงกว่าแล้ว เลยต้องรีบเดินกันนิดนึง







มาวัดร่องขุนคราวนี้ มีสิ่งหนึ่งที่แปลกไปกว่าครั้งก่อนที่เคยมา คือได้ชมแสงยามเย็นที่ White temple แห่งนี้
ดื่มด่ำกับบรรยากาศได้ซักพัก ค่อยรู้ตัวว่าคิวรถประจำทางที่จะกลับเข้าเมืองหมดซะแล้ว
จนท.บอกว่า ต้องเรียกแท็กซี่ T0T แท็กซี่อีกแล้ว ไม่รู้จะโดนเรียกราคาเท่าไหร่อีก แถมไม่รู้ต้องเรียกสองคันรึเปล่า
สุดท้ายเลยลองโบกรถดู เผื่อฟลุกเจอคนใจดีคอยช่วยเหลือ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ^^
มีคุณพี่ขนถั่ว (คือไม่รู้ชื่อพี่เค้า แต่เห็นเค้ามีถั่วถุงใหญ่อยู่ท้ายกระบะ เลยเดาว่าเค้าคงกำลังขนถั่วไปที่ไหนซักแห่ง) โผล่เป็นฮีโร่ พาพวกเราไปส่งที่ขนส่ง
แต่ว่า…คุณพี่ไปส่งที่ขนส่งใหม่ (คุณพี่เค้าถามแล้ว ว่าขนส่งนี้ไหม ไอ้เราก็ไม่รู้ว่านี่อาจจะเป็นอีกมุมของขนส่งตรงไนท์บาซาร์ แต่จริงๆมันไม่ใช่)
สรุปว่าต้องต่อสองแถวจากขนส่งใหม่ไปขนส่งเก่า แต่ก็ถือว่าดีมากแล้วที่มีคนใจดีมาส่งพวกเราเข้าเมือง ขอบคุณจริงๆค่ะ


พอมาถึงขนส่ง ก็กลับเข้าพักที่พัก(เดิม – -“) ก่อนออกมาหาอะไรกิน เดินไนท์บาซาร์ และเดินถนนคนเดิน
ณ จุดนี้ ของละลานตาไปหมด ทั้งของกิน เสื้อผ้า ของประดับ การแสดงข้างทาง มากมายจนเราอยากดื่มด่ำไปกับมัน
จนไม่ได้บันทึกภาพเก็บไว้ (จริงๆคือขี้เกียจถ่ายรูปก็ว่ามาเถอะ)

เดินไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณสวนตุงและโคมเชียงรายเฉลิมพระเกียรติฯ ก็ได้เจอกับงาน “นครเชียงราย…นครแห่งดอกไม้งาม”
โห… แบบว่าดอกไม้ละลานตามาก สวยมาก เลยถ่ายรูปเล่นกันสนุกเลย



http://i198.photobucket.com/albums/aa86/Little_Woody/trip5/23DSC00518___zps6309237c.jpg

แต่ประเด็นมันคือว่า เราไปถึงช่วงเวลากลางคืน ถึงแม้จะถ่ายดอกไม่กันได้ตามยถากรรม
แต่ว่าเราไม่รู้ว่างานนี้มีเวลาปิดด้วย ประหลาดใจ
พอเราเห็นทุ่งทิวลิปอยู่ตรงหน้าไม่ไกล กำลังจะตรงรี่เข้าไป ปรากฎว่า…ไฟปิดไปต่อหน้าต่อตา
เศร้าโศกเสียใจมาก บุญมีแต่กรรมบังแท้ๆ ร้องไห้ร้องไห้


เดินไปเศร้าโศกไป สุดท้ายก็แวะไปอีกที่นึงเป็นที่สุดท้าย …หอนาฬิกา
คนโล่งมากๆ ถ่ายรูปกันสนุกเลย (ก็พวกหล่อนมากันเกือบเที่ยงคืน ยังจะเหลือใครอีกหละ)
ของจริงสวยงามกว่าในภาพเยอะเลย มันทองอร่ามมากๆเลย


สรุปค่าใช้จ่ายต่อคน (ไม่รวมของฝาก)
ค่าเดินทาง 1260 [ค่าตั๋วเครื่องบิน + แท็กซี่ + Green Bus + รถ4wd + รถสองแถวจิปาถะ ]
ค่าที่พัก 745 [เต๊นท์ เครื่องนอน และ 2 คืนที่ City home guest house]
ค่าอาหาร 550


เป็นทริปที่มีความสุขมากๆเลยจริงๆ
ทริปนี้ทำให้รู้ว่า การทำงานไม่ค่อยเป็นอุปสรรคกับการเที่ยว ถ้าใจเรามันเรียกร้องอยากจะไป
และเป็นการจุดแรงบันดาลใจ ให้เราก้าวออกสู่โลกกว้าง ต่อไป และต่อไป

เจอกันเมื่อชาติต้องการนะคะ
ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องไหนเกี่ยวกับทริปนี้ หลังไมค์มาได้ค่ะ
ฝากเพจเราด้วยน้าาา http://www.facebook.com/littlepandaaroundtheworld


Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s