ตะลุยอุบล ::: สามพันโบก

แบกเป้เที่ยวไทย ปีสาม ตอน ตะลุยอุบล ::: สามพันโบก

 

รถคันน้อยๆแล่นปุเลงปุเลงไปถึงสามพันโบกเวลาประมาณบ่าย ๔ โมง

ก็ไปสอบถามรายละเอียดการไปชมโบก
จากตรงลานจอดรถไปตรงโบกระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร รถเล็กจะลงลำบาก
เค้าจะมีรถสองแถวชาวบ้านไปส่ง คนละ ๒๐ บาท สำหรับตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป ถ้าไม่ถึง ๕ คนก็เหมาร้อยนึง
และถ้านั่งเรือเที่ยวจะราคาลำละ ๑๐๐๐ บาท
แต่หมู่เฮาตั้งใจกันไว้แล้วว่าจะไปชมโบกในวันรุ่งขึ้น เลยหาของกินดีกว่า หิวแทบแสบไส้กินกลางวันตอน ๔ โมงเนี่ย
ไหนๆก็มาอีสานแล้ว ต้องกินส้มตำสักมื้อ ซึ่งก็น่ากลัวจะท้องเสียเหลือเกินเพราะแมลงวันชุมมากๆ
รูปอาหารไม่ได้ถ่ายมาเพราะว่ามือไม่ว่าง กินไปปัดไปแมลงวันไปจนน่ารำคาญเลย
กินส้มตำ กับไก่ย่าง ข้าวเหนียว รวมราคาทั้งหมด ๑๔๕ บาทถ้วนจ๊ะ 🙂

เสร็จแล้วก็ไปหาที่พัก search มาจากเน็ตว่ามีที่พักตรงหาดสลึง ชื่อ “สองคอนรีสอร์ท” ก็เลยไปดูซักหน่อย
บ้านพัก ๔ คน ราคา ๗๐๐ บาท (แต่เหลือแค่หลังเดียวและดูเก่าๆหน่อย)
บ้านพัก ๒ คน ราคา ๕๐๐ บาท (เราไปกัน ๔ คน พี่เค้าบอกว่า ถ้าเอาสองหลังจะลดให้เหลือ ๙๐๐)
แต่ว่าบ้านแบบ ๒ คนดูกว้างพอควร และมีเตียงตั้ง ๓ เตียง เลยถามเค้าว่า ขอนอน ๔ คนได้ไม๊
เค้าบอกว่าได้ เค้าคิดตามห้อง ไม่ได้นับตามหัว แต่พอเก็บตังจริงๆ ดันเก็บ ๖๐๐ บอกว่า ๕๐๐ คือราคาลดแล้ว
แต่ถ้านอน ๔ คนมันเยอะเกินไปลดไม่ได้ต้องคิดราคาเต็ม
เราก็เลยจ่ายค่าห้อง ๖๐๐ บาทด้วยความงงๆ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะห้องสะอาดดีและอยู่ริมหาดเลย

พอได้ที่นอนแล้วก็ได้เวลาไปชมพระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีเมฆเยอะเหมือนตอนอยู่อช.ผาแต้ม
เลยขับรถกลับไปสามพันโบกดูพระอาทิตย์ตกดิน ซิ่งไปเต็มที่เลยเพราะมันใกล้มืดแล้ว
ไปถึงทันเวลา แต่ว่าพระอาทิตย์มันตกอีกทาง อยู่ตรงทางลงสามพันโบกมองไม่เห็น ถ้าจะลงก็ไม่ทัน
เลยไปหาทำเลเหมาะๆกลางทางเอา ละก็ถ่ายตามมีตามเกิดเท่าที่ลูกชายจะถ่ายได้ อิอิ

ถ่ายรูปเล่นกันจนฟ้ามืดก็กลับที่พัก มื้อเย็นนี้ขอแบบดีๆหรูๆซักมื้อ หลังจากประหยัดมาหลายมื้อละ กินร้านริมน้ำเลย อิอิ

เมนูวันนี้ก็มี

ผัดผักรวมมิตร >>>

ผัดเผ็ดหมูป่า >>>
ก่อนกินกลัวแทบแย่ ไม่เคยกินหมูป่า แต่กินๆไปก็อร่อยดีเหมือนกัน

ลาบปลาคัง >>>

ต้มยำปลาคัง >>> ไม่มีรูป แหะๆ

ราคาอาหารมื้อนี้ ๔๔๐ บาทเท่านั้น อิ่มหนำสำราญกันเลยทีเดียว

แต่ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เมื่อเรากลับไปถึงบ้านพัก … โอ้แม่เจ้า กองทัพแมลงเม่าบุก
มากันนับร้อยนับพันตัวเลย น่ากลัวมากๆๆๆๆ ไม่รู้จะทำยังไง ปิดไฟห้องทั้งหมดและไฟหน้าห้อง แล้วหนีไปหลบในรถรอมันบินออกมา


(รูปมันเบลอๆเพราะถ่ายจากในรถอะ – -“)

ตอนนั้นแบบว่าร้อนก็ร้อน ง่วงก็ง่วง แถมจะไม่มีอากาศหายใจเอา
เพื่อนเราก็ช่างคิด ไปปิดไฟดวงนั้น จะได้ล่อให้มันมาดวงโน้น แต่มันดันไปรวมตัวกันที่ดวงของบ้างข้างๆเอา
เล่นเอาเค้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนไปด้วย ทั้งสงสาร แต่ก็แอบอุ่นใจ ที่มีเพื่อนผจญแมลงเม่าด้วยกัน อิอิ

 

ด้วยความเหนื่อยล้าหรืออะไรก็ไม่รู้ เช้าวันรุ่งขึ้น ๓๐ เมษายน ๒๕๕๔ ตื่นมาก็เกือบ ๗ โมงละ ท้องฟ้าสว่างสดใสเลย
เซ็งมากๆถึงมากที่สุด อดชมพระอาทิตย์ขึ้นทุกวันเลย ให้มันได้อย่างนี้สิ !!!!

ก็เลยรีบแต่งตัวกันอย่างรวดเร็ว(ไม่อาบน้ำแล้ว ฮ่าๆ) เพื่อจะไปชม”สามพันโบก”กกกกกกกกกกก

จริงๆพี่ที่รีสอร์ทบอกว่า ตอนจ้างเรือเราจะรวมกลุ่มกับคนอื่นแล้วไปลำเดียวกันก็ได้
แต่ด้วยการตื่นสายตะวันโด่ คนเลยหายไปหมดแล้ว เลยลุยเดี่ยวกันเลย
เราจ้างเรือตรงหาดสลึง (ราคา๑๐๐๐บาท เท่ากับตรงสามพันโบก) พร้อมมัคคุเทศก์ตัวจิ๋ว…น้องธรรม (ยืนร้อนรอติดเครื่องเรืออยู่)

การล่องเรือของเราวันนี้ก็ตามแผนที่นี่เลยจ๊ะ

(ภาพจาก http://www.snc16.net/?name=webboard&file=read&id=126 บังเอิญเราลืมถ่ายมาเอง – -“)

ตอนแรกเรือจะวนไปทางทิศเหนือก่อน เพื่อแล่นเรือผ่านจุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขง…”ปากบ้อง”
น้องมัคคุเทศก์บอกว่าแผ่นดินไทยกับลาวตรงนั้นห่างกันแค่ ๕๖ เมตรเท่านั้น แคบมากๆ
(น้องบอกด้วยว่าลึกเท่าไหร่ แต่เราจำไม่ได้ //แง)

แคบเท่าปากเรือเลย

แล้วเรือก็วนกลับลำตรงแก่งดอนใหญ่ แล่นกลับมาผ่านหาดสลึง จากนั้นจะไป ลานหินสีก่อน และค่อยกลับมาสามพันโบกเป็นที่สุดท้าย

หาดสลึง again

ถึงแม้อากาศจะร้อนมากๆ แต่ตอนอยู่ในเรือมีลมวิ่งตลอดเวลาก็เย็นสบายดี ก็ชมวิวไปเรื่อยๆ

ธรรมบอกว่าต้นไม้ต้นนี้เค้ามาถ่ายทำหนังคู่เดือด (เอ่อ…แต่ว่าพี่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้อะค่ะน้อง) ต้นไม้สวยดีเนาะ

ตรงนี้ “ผาวัดใจ” คนใจกล้าเค้ามักจะมากระโดดน้ำกัน ตรงชะง่อนหินยื่นๆตรงเนี้ย

ฝั่งลาว

ชาวลาวพายเรือ

มีฟองน้ำลอยตุ๊บป่องเต็มไปหมดเลย (แต่ถ่ายทันแค่ฟองน้ำเดียว)

เอ๊ะนี่น้ำตกของลาวรึเปล่า ฮ่าๆ
ใช่ที่ไหนกันล่ะ มันเป็นเหมือนทางที่น้ำไหลเฉยๆ เพราะคืนก่อนฝนตกนี่เนาะ

ละก็ผ่านสามพันโบกไป…เดี๋ยวเค้ากลับมาน๊าตัวเอง

แล้วก็ผ่านหาดหงส์ไปอีก น้องบอกว่าเรือจะไม่แวะ แต่ถ้าอยากจะแวะก็บอกให้แวะได้ เป็นหาดทรายโล่งๆกว้างๆ
มีใครเห็นเหมือนเราไม๊ว่าหาดเป็นรูปหัวใจน่ะ <3<3<3

มาถึงลานหินสีแล้ว มัคคุเทศก์ตัวจิ๋วทำหน้าทีช่วยเอาเรือเทียบฝั่ง

แล้วก็ต้องปีนๆๆขึ้นบันไดไป

ก้อนหินบริเวณนี้จะมีสองสี คือสีดำกับสีน้ำตาลแดง
คาดว่าสีแดงคงเป็นลาวาจากภูเขาไฟที่เย็นตัวลงแล้วรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันกับหินดั้งเดิมบริเวณนี้
เพราะว่าภูเขาแถบนี้เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน (น้องบอก ^^)

ดูออกไม๊ว่าอะไร… นี่เป็นหินแจกัน เหมือนมีแจกันไปฝังตัวอยู่ในเนื้อหินเลย ประหลาดมากๆ

ระหว่างพี่ๆจอมบ้ากล้องถ่ายรูปกันอยู่ น้องที่แสนจะร้อนก็ช่างสรรหาที่หลดแดดได้น่ารักจริงๆ นั่งตาแป๋วเลย

กลับลงมาจากลานหินสี หาดหงส์อะไรก็ไม่เอาละ ร้อนเหลือเกิน เลยถ่ายรูปมาจากบนเรือแทนละกัน หัวใจๆ

หลักศิลาเลข ที่สมัยโบราณพวกฝรั่งเศษมาทำสัญลักษณ์บอกระดับน้ำเอาไว้
ชิส์ มือบอนเนอะมาขีดเขียนตามภูเขาประเทศคนอื่นอะ ฮ่าๆ

เราถามน้องว่า ในเมื่อภูมิประเทศของไทยกับลาวใกล้เคียงกันขนาดนี้ แล้วทำไมประเทศลาวเค้าไม่มีจัดล่องเรือชมสถานที่แบบนี้ล้างล่ะ
เค้าบอกว่า ของลาวก็มี แต่เป็นนั่งรถแทน ประมาณว่าลงจากรถปุ๊บมองเห็นโบกบ้านเราเลยรึเปล่านะ ฮ่าๆ
แต่เราว่านั่งเรือดีกว่าเนาะ ได้บรรยากาศดีด้วย

ในที่สุดก็มาถึง…สามพันโบก


(รูปนี้ได้มาด้วยความบังเอิญมากๆ เด็กมัคคุเทศก์ของกลุ่มอื่นเค้ากระโดดน้ำ แล้วเราถ่ายทันพอดี เล็งแบบไม่ทันมองเลย)


(รอยน้ำที่เห็นเกิดจากพวกเราลงไปแช่น้ำนั่นเอง ตอนนั้นแบบว่าร้อนมากไม่ไหวแล้วขอแช่หน่อย ฮ่าๆ)

มองด้วยตามันยิ่งใหญ่มากจริงๆ แต่รู้สึกว่าถ่ายรูปออกมาแล้วไม่ค่อยได้ดังใจ
แบบว่าทำไมไม่สวยเหมือนที่เห็นนะ ก็เซ็งกันไป ถ้ามีโอกาสอยากจะกลับไปแก้ตัวใหม่จริงๆเลยเนี่ย ฮึ่ยๆๆๆ
ตรงบริเวณนี้ถ้าหน้าน้ำ(ประมาณเดือน ๙) จะโดนท่วมทั้งหมด ที่ๆเราไปมาวันนี้ก็จะโดนหมด ยกเว้นตรงลานหินสี
บริการเรือรับจ้างเที่ยวชมจะมีตลอดปีนะคะ แต่ว่าสถานที่ก็จะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา
ถือว่าได้ทั้งเที่ยวและช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กน้อยด้วยจ๊ะ 🙂

สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้
ค่ารถทัวร์ ๔๔๕๖
ค่ารถเก๋ง ๓๕๘๙
ค่าบ้านพักอช. ๘๖๕
ค่าโฮมสเตย์ ๖๐๐
ค่าน้ำมัน ๑๗๐๐
เรือชมโบก ๑๐๕๐
กิน ๑๘๔๔
ค่าเข้าอุทยาน ๑๗๐
= ๑๔๒๗๔/๔ = ๓๕๖๘.๕/คน

>__ สรุปของทริปนี้ __<

ออกเดินทางเย็นวันพุธที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๔ กลับถึงท่ารถนครชัยแอร์ กรุงเทพมหานคร เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔

มาเที่ยวตั้งสามวันแต่ไม่ได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกแบบงามๆซักรูป ฟ้าฝนและความง่วงไม่เป็นใจ !!!!

เวลาหลังจากคืนรถเช่า จนขึ้นรถทัวร์กลับประมาณ ๔ ชั่วโมงกว่า นานได้อีกนะ – -“

เป็นทริปแรกที่ไปเช่ารถขับ มันสะดวกมากๆตรงที่เราอยากไปไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วงเวลาในการรอรถ หรือว่าจะไม่มีรถประจำทาง
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าน้ำมันอันแสนแพง

เจออากาศหลายฤดูมากๆ วันแรกร้อนมากๆเนื้อตัวแทบจะระเหิดไปกับแสงแดด ตกกลางดึกฝนตก และอากาศก็หนาวเย็น เช้าวันรุ่งขึ้นฝนตกพรำๆอากาศเย็นสบาย พอข้ามมาอีกวันร้อนอีกแล้ว โชคดีนะที่ไม่เปื่อย อิอิ

ภาษาอีสานฟังยากจัง ฟังยากกว่าภาษาเหนืออีก ต้องไปเที่ยวบ่อยๆจะได้หัดฟังให้ได้มากขึ้นซะแล้ว อิอิ

รู้ตัวเลยว่าสังขารเริ่มโรยราจากแต่ก่อนละ ต้องรีบเที่ยวอีกเยอะๆก่อนที่จะไม่มีแรงเที่ยว ฮ่าๆ

สรุปยอดเงินแล้ว สามพันโบก สามพันบาท ไม่พอ เดือนนี้เลยถังแตกเลย ฮ่าๆ

เป็นทริปเปิดตัวลูกชาย Lumix FZ100 อย่างเป็นทางการ รู้สึกเหมือนฝีมือถอยหลังลงคลองแฮะ ก็เศร้ากันไป ไว้แม่จะพาหนูออกงานบ่อยๆนะลูก ^^

เราคิดว่าการท่องเที่ยวแบบได้สัมผัสกับคนท้องถิ่นมันเป็นสเน่ห์มากๆ ไม่ใช่แค่ว่าไปเที่ยว เดินดู ถ่ายภาพ แต่งรูป อัพบลอกเฉยๆ แต่เราต้องเที่ยวอย่างเข้าใจถึงสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งจริงๆ ความเป็นมา ลักษณะทั่วไป จุดเด่น จึงจะเรียกได้ว่าไปเที่ยวที่นั้นอย่างแท้จริง >///<

สุดท้ายนี้ ใครที่ว่างๆ หรือยังไม่มีแพลนไปเที่ยวไหน ก็แนะนำที่นี่เลยนะคะ สามพันโบก อุบลราชธานี แล้วคุณจะไม่ผิดหวังค่ะ

Repost from http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=littlew00dy&month=08-05-2011&group=2&gblog=27

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s