ตะลุยอุบล ::: สวัสดีเมืองอุบล

แบกเป้เที่ยวไทย ปีสาม ตอน ตะลุยอุบล ::: สวัสดีเมืองอุบล

จากความมุ่งมั่นที่จะไปเยือนแดนดินถิ่นอีสานตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
แต่ต้องมีอันล้มเลิกไปเพราะสถานการณ์ทางการเมือง
เมื่อโลกได้หมุนรอบดวงอาทิตย์มาอีกหนึ่งรอบ ก็ควรแก่เวลาที่เราจะได้ไปเยือนสักครา…อุบลราชธานี

ทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ๔ คน เป็นสตรี ๒ นามว่า ป้อ และ แอน และบุรุษ(จริงหรือแท้ก็หารู้ไม่)อีก ๒ นามว่า สั้น และ เจล
(ทั้งหมดคือนามสมมุติ ฮ่าๆ)

ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรเมื่อวันพุธที่ ๒๗ เมษายน ด้วยรถทัวร์นครชัยแอร์ รอบสามทุ่มครึ่ง

พอขึ้นรถไปก็แอบตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่เคยขึ้นรถที่มีทีวีส่วนตัวเรียกงี้ใช่รึเปล่า) มีให้เลือกดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ แต่ไม่มีให้ดูทีวี เลยไม่รู้จะเรียกว่าทีวีดีรึเปล่า ฮ่าๆ
นั่ง Gold Class เบาะนิ่มแลดูดีแต่ขาไม่ถึงพื้นเลยนั่งเมื่อยตลอดคืนเลย เซ็งมาก – -“

ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๘ ชั่วโมงก็ถึงสถานีขนส่งจ.อุบลฯตอนตีห้า ๔๕
ไปล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าว (จะมีสองเจ้ามาแย่งลูกค้ากัน ซึ่งทั้งสองฝั่งก็มีแมลงวันเยอะพอๆกัน ) และนั่งเม้าธ์รอรถเช่าที่นัดเค้าไว้ ๘ โมงครึ่ง
รออย่างนานมาก แต่ในที่สุดก็มาถึง Jazz สีดำคันน้อยๆกระจิดริด ที่น่ากลัวจะรับน้ำหนักเจลไม่ไหว แต่ก็อุส่ารับไหวเนอะ

กว่าจะเช็ครถ กับคุยเรื่องสัญญาเสร็จ ก็ประมาณเกือบ ๙ นาฬิกา ถึงจะได้เวลาออกเดินทาง(จริงๆซักที)

จุดหมายแรกของเราในวันนี้คือ เขื่อนสิรินธร ที่ตอนแรกไม่ตั้งใจไป แต่พอดีอยู่รถหว่างทางไปเขื่อนปากมูลที่จะไปกัน ก็เลยแวะสักหน่อย

แต่ว่าช่วงที่ไปเค้าดันมีเรื่องประท้วงกันเรื่องเขื่อนนี่หละ
แต่ไม่รู้รายละเอียดมากเลยจะไม่พูดถึง เดี๋ยวจะผิดไปซะเปล่าๆ เอาเป็นว่าเค้าเลยปิดเขื่อนไม่ให้ขึ้นไปเดินตรงสันเขื่อน //อด

ก็ไปเดินเล่นๆถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วเดินทางไปจุดหมายที่สอง…เขื่อนปากมูล ล ล ล ลลลลล

จริงๆที่เขื่อนปากมูลก็มีดราม่าเหมือนกัน(ใช่ไม๊)
ประมาณว่าไปสร้างเขื่อนแล้วทำระบบนิเวศของพื้นที่แถบนั้นเปลี่ยนแปลงไป ชาวบ้านที่ทำมาหากินแถวนั้นเลยได้รับความเดือดร้อน
ชาวบ้านก็แย่กันไปเนาะ
เขื่อนใหญ่โตใช้ได้เลย แต่ดูแล้วก็ยังไม่อลังการเหมือนคราวไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันนั้นแบบว่ากว้างขวางละลานตามาก

เขื่อนนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยหละ

แต่ก็ไม่ใช่ผลิตกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่มากมายขนาดหล่อเลี้ยงภาคอีสานทั้งภาค
…แล้วสร้างทำไม…เอ๊ะ…แล้วเราจะมาดราม่าทำไม ฮ่าๆ ชมเขื่อนต่อดีกว่า

ลองเดินลงไปตรงแม่น้ำได้ด้วย อากาศร้อนมากๆๆๆๆ++ แบบว่าเนื้อหนังแทบจะระเหยเลยทีเดียว
แต่เราชอบพวกก้อนหินแถบนี้ ลักษณะจะสวยๆแปลกๆ คือเป็นหลุมเป็นบ่อ น่าจะเป็นหินภูเขาไฟที่เกิดจากแรงดันทางธรรมชาติ(เดาเอา เพราะภูเขาแถบนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรักนี่เนาะ)

หินบางชนิดก็เป็นริ้วคลื่นๆ เหมือนผ่านการถูกกัดเซาะมาอย่างยาวนานมากๆ อิทธิพลของธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

จากเขื่อนปากมูล ก็มุ่งตรงไปอช.แก่งตะนะ ซึ่งอยู่ห่างกันไม่มาก เค้าเก็บตังค่าเข้าอุทยานคนละ๑๐บาท รถอีก ๓๐ รวมเป็น ๗๐ บาท

จุดเด่นของอช.นี้คือ มีแก่งน้อยใหญ่มากมายขึ้นอยู่กลางลำน้ำมูล

คำว่า “ตะนะ” จากการเล่าขานตามความเชื่อของชาวบ้านและประชาชนทั่วไป เดิมมาจากคำว่า “มรณะ” เนื่องจากบริเวณแก่งตะนะนี้มีกระแสน้ำไหลที่เชี่ยวกราก และมีโขดหินใหญ่น้อยอยู่ทั่วไป ตลอดจนมีถ้ำใต้น้ำอยู่หลายแห่ง ชาวบ้านที่สัญจรทางน้ำหรือออกจับปลา มักประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านจึงเรียกแก่งนี้ว่า “แก่งมรณะ” ตามแรงบันดาลจากสภาพของสายน้ำที่ไหลผ่านแก่งนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า “แก่งตะนะ” จึงตั้งเป็นชื่ออุทยานแห่งชาติ (http://park.dnp.go.th/visitor/nationparkshow.php?PTA_CODE=1031)

และมีสะพานแขวนเป็นสะพานแขวนคนเดินข้ามแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทยเลยซะด้วย สุดยอดไปเลยไม๊หละ
ตอนที่ไปกัน มีนร.มาทัศนศึกษา รวมทั้งมีเณร (มาศึกษาธรรมชาติ หรือปฎิบัติธรรม หรือ อะไรซักอย่าง)
เลยได้ถ่ายภาพสายธารผ้าเหลืองกับสะพานแขวน สวยดีไม๊ๆ

จากนั้นหมู่เฮาก็เดินทางไปชมแม่น้ำสองสี คือเป็นปากน้ำที่น.มูลกับน.โขงไหลมาบรรจบกัน ว่ากันแบบคล้องจองๆว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม”
แต่ที่ข้าเห็นนี่มันมีเพียงสีเดียวเท่านั้น ไปถามชาวบ้านเค้าบอกว่าต้องหน้าฝนถึงจะเห็นเป็นสองสีชัดเจน เห้อ ก็อด ก็เศร้ากันไป

ทั้งเศร้าทั้งหิว ก็เลยหาของกินกันดีกว่า
ซึ่งก็แน่นอนว่าทริปนี้เน้นประหยัดเราจึงไม่กินร้านอาหารหรูๆริมน้ำที่ท่าทางจะแพง
ขับออกมายังไม่พ้นซอยก็เจอร้านนึงน่ากิน พวกเราไปกิน ‘ก๋วยจับญวณ’ กัน
เผ็ดๆนิดนึงแต่อร่อยดี ชามละ ๒๕ บาทเท่านั้น ทั้งอร่อยทั้งอิ่มท้องทั้งประหยัดเลย เย้ !!!

ตุนเสบียงเข้าท้องเรียบร้อยแล้วก็ขอไปเข้าวัดเข้าวาบ้าง

วัดถ้ำคูหาสวรรค์อยู่ห่างจากจุดชมวิวแม่น้ำสองสีไม่ไกลนัก
บรรยากาศในวัดสวยงามมาก และสามารถไปสักการะหลวงปู่คำคะนิง
โดยต้องเดินลงไปในถ้ำ ซึ่งในนั้นร่มเย็นกว่าข้างนอกมากเลย ^_^

อิ่มบุญกันเรียบร้อยแล้วก็เดินทางสู่จุดหมายสุดท้ายของวันนี้…อช.ผาแต้ม เด้อ อ อ อ
ค่าเข้าอุทยานเก็บคนละ๒๐(ราคานศ.) ค่ารถอีก ๓๐ รวมเป็น ๑๑๐ แต่พี่จนท.ใจดีลดให้เหลือ ๑๐๐

ซึ่งก็ยังคงเป็นปริศนาว่าทำไมสองอช.เก็บค่าเข้าไม่เท่ากัน
คือจริงๆราคาผู้ใหญ่ ๔๐ ราคาเด็ก/นศ. ๒๐ ไหงดันมี ๑๐ บาทโผล่มาด้วย
[แต่จริงๆเราเพิ่งมาคิดได้ว่าอาจจะไม่ต้องจ่ายสองรอบด้วยซ้ำ
เพราะถ้าเป็นอช.ในเขตพื้นที่เดียวกัน ภายในวันเดียวกัน จะตีตั๋วแค่รอบเดียว
แต่ก็เอาเหอะ ถือว่าช่วยค่าบำรุงรักษาอุทยานเนาะ ^^]

เนื่องด้วยทางหมู่เฮาได้ทำการจองบ้านพักอุทยานฯไว้ก่อนมาแล้ว เป็นบ้านพัดลม ราคา ๑๒๐๐
แต่เราไปกันวันธรรมดา(จ.-พฤ.) เลยได้ลดราคา ๓๐% เหลือเพียง ๘๔๐ โปรโมชั่นพิเศษจริงๆ โย่ว !!!

เข้าอุทยานมาได้ไม่ไกลก็เจอกับเสาเฉลียง ลักษณะเป็นหินวางซ้อนๆกันตามธรรมชาติ
แต่เรามองว่าเหมือนหินเห็ดยักษ์มากกว่าเนาะ ก็ถ่ายรูปเล่นกันไป

เสร็จแล้วก็เดินขึ้นไปจุดชมวิวลานหินแตก ภูเขาแยกห่างกันเป็นเมตร มองไม่เห็นก้นเลย น่ากลัวมาก

เสร็จแล้วก็ลงมาถ่ายรูปเล่นตรงเสาเฉลียงอีกรอบ
สังเกตได้ว่าถ้าเป็นก้อนหินที่วางหมิ่นเหม่หรือว่าเป็นหน้าผา จะมีคนเอากิ่งไม้มาค้ำยันเยอะแยะเลย ฮามากอะ ไม่รู้ใครเป็นคนริเริ่มนะเนี่ย
(ของที่นี่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่มีถ่ายของที่ผาแต้ม)

จากนั้นไปดูพระอาทิตย์อัสดงแถวๆศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทำเลดีมากเลย เป็นหน้าผากว้างๆ

ท้องฟ้าตอนนั้นมีเมฆเยอะแต่ก็ยังเห็นแสงสีทองรำไรๆที่ปลายขอบฟ้า
ทำให้เราหวังใจว่าสุริยาอาจจะโผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนก่อนจะลับหายไป

อนิจจา คำอ้อนวอนไม่เป็นผล ดวงอาทิตย์ได้ลับหายไปท่ามกลางหมู่เมฆา และไม่โผล่มาอีกเลย
ในเมื่อผิดหวังกับการชมอาทิตย์อัสดง ก็เลยขับรถออกไปนอกอุทยานไปหาซื้อของกิน
เพื่อนที่ดีที่สุดของเรานั่นก็คือ instant noodle นั่นเอง โฮะๆๆๆ

แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าร้านอาหารก็มีรายทางแต่ดันไม่แวะ สงสัยเพื่อนเราอยากจะสัมผัสบรรยากาศยาจกล่ะมั๊ง ;P

บ้านพักอุทยานฯหลังที่เราไปพัดเป็นบ้านแฝด(แต่จองแค่หลังเดียว)
มี ๒ ห้องนอน ห้องใหญ่ ๔ เตียง ห้องเล็ก ๒ เตียง กับอีก ๒ ห้องน้ำ มีน้ำอุ่นห้องนึงแต่ว่ามันไม่ทำงาน – -”
แต่ว่า!!!!!! ปั๊มน้ำเสีย เศร้ามากอะ น้ำจากฝักบัวไหลยังกะฉี่แมว น้อยมาก ช้ามาก
ไหลไปได้ซักพักจะเอื่อยลงเรื่อยๆและหายไป ต้องปิดฝักบัวก่อนแล้วเปิดใหม่ ฉี่แมวถึงจะปรากฏกายอีกครั้ง
ก็ถือว่าเป็นการทำให้ใจเย็นลงท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ แต่ว่าหิวจะแย่อยู่ละ ฮ่าๆ

อาหารเย็น ณ อช.ผาแต้มก็คือ มาม่าคัพใส่ไข่(ไม่สุก) จะร้องไห้อะ
ไข่มันยังขุ่นๆอยู่เลยแต่น้ำไม่ร้อนแล้วเลยทำไรไม่ได้ ต้องกล้ำกลืนกินเข้าไป แถมไม่กล้าซดน้ำอีก ฮ่าๆ

เริ่มดึกกองทัพแมลงหลากสปีชีส์ก็มาเยี่ยมเยือน ตอนแรกกะจะแยกห้องกันไปนอนห้องนอนเล็ก
แต่เผลอแปบเดียวแมลงเต็มเตียง เลยย้ายไปนอนห้องเดียวกัน
แต่ทว่าแมลงเจ้ากรรมดันมาตกใส่เตียงอาน้องแองเสียมากมายแบบว่ายิ่งไล่ก็ยิ่งมาเรื่อยๆ น่าเศร้ามาก
คืนนั้นก็นอนไปลุ้นไปว่าแมลงจะหล่นใส่ตัวเยอะแค่ไหน ไหนอากาศร้อนอีก ฮ่วย!!!

พอตกดึก ฝนตก อากาศเย็นจนเกือบจะหนาวๆเลยหละ เย็นสบายดีมากเลย ชอบๆ
คืนแรก ณ ดินแดนตะวันออกสุดของประเทศไทยก็จบลงเท่านี้จ้า

Repost from http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=littlew00dy&month=03-05-2011&group=2&gblog=24

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s